ผู้เขียน: ROBINSON

เคล็ดลับอาบน้ำ อย่างไรให้หุ่นผอม แถมได้ผิวสวยใสสุขภาพดีเป็นธรรมชาติ

เคล็ดลับอาบน้ำ รู้ไหมว่าการดูแลผิวให้สวยใสและรักษาหุ่นให้ผอมเพรียว ทำได้ง่ายๆ แค่อาบน้ำเท่านั้น ซึ่งก็เป็นวิธีที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

เคล็ดลับอาบน้ำ ว่าแต่จะมีวิธีการอาบน้ำอย่างไรให้ผอมและผิวสวยได้ ตามเราไปดูกันเลยนะคะสาวๆ

เคล็ดลับอาบน้ำ

วิธีอาบน้ำกระตุ้นรูปร่างให้ผอมดั่งใจ

การอาบน้ำให้รูปร่างผอมเพรียว จะใช้วิธีการปรับอุณหภูมิในร่างกาย เพื่อให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดีขึ้น โดยมีขั้นตอนการอาบน้ำดังนี้

1.อาบน้ำด้วยอุณหภูมิกลางๆ

เริ่มจากการอาบน้ำที่อุณหภูมิกลางๆ ไม่ร้อนหรือเย็นจนเกินไปก่อน โดยทำความสะอาดร่างกายตามปกติให้เรียบร้อย จากนั้นจึงอาบน้ำด้วยอุณหภูมิที่เย็นลงจากเดิมแต่ยังไม่ถึงกับเย็นจัด เพื่อให้ร่างกายได้ปรับอุณหภูมิภายในแบบค่อยเป็นค่อยไป จะได้ไม่เกินผลเสียจากการปรับอุณหภูมิไม่ทันนั่นเอง

2.อาบน้ำเย็นจัด

เมื่อร่างกายปรับตัวได้แล้ว ก็ให้อาบน้ำที่อุณหภูมิเย็นจัด ซึ่งร่างกายจะชาเล็กน้อย โดยให้อาบน้ำที่อุณหภูมิเย็นจัดประมาณ 1 นาที วิธีนี้จะกระตุ้นให้ระบบเผาผลาญทำงานมากขึ้น และมีการดึงเอาไขมันส่วนเกินมาใช้มากกว่าเดิม เพื่อพยายามปรับอุณหภูมิในร่างกายให้สมดุล จึงช่วยในการลดน้ำหนักและทำให้คุณมีหุ่นที่สวยเป๊ะในที่สุด

วิธีอาบน้ำให้ผิวสวยใส มีสุขภาพดี

การอาบน้ำไม่เพียงแต่จะทำให้ระบบเผาผลาญดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้ผิวพรรณดูสวยใส มีออร่า และดูสุขภาพผิวดีกว่าเดิมอีกด้วย โดยการอาบน้ำเพื่อผิวสวยต้องทำอย่างไรนั้น ไปดูกันเลย

1.อาบน้ำร้อนสลับเย็น

เป็นการอาบน้ำที่อุณหภูมิร้อนแล้วมาสลับกับน้ำเย็น ซึ่งจะทำให้ผิวพรรณดูชุ่มชื้น เนียนนุ่ม และช่วยกระชับรูขุมขนได้อย่างดีเยี่ยม ส่งผลให้คุณมีผิวที่สวยใสดูมีสุขภาพผิวที่ดีมากกว่าเดิม และไม่มีปัญหาแห้งกร้านมากวนใจอีกด้วย

2.เช็ดตัวแรงๆ

หลังอาบน้ำเสร็จ ให้ใช้ผ้าขนหนูเช็ดตัวแรงๆ นั่นก็เพื่อกระตุ้นให้เลือดหมุนเวียนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ในร่างกายได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะเซลล์ผิว จึงทำให้ผิวพรรณดูเนียนใส เกลี้ยงเกลา และดูอ่อนเยาว์กว่าวัยอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งคุณแทบไม่ต้องใช้ครีมบำรุงผิวมาเป็นตัวช่วยเลยทีเดียว

การอาบน้ำจะไม่ใช่แค่การชำระล้างร่างกายให้สะอาด หมดจดอีกต่อไป หากเรารู้วิธีและปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง การอาบน้ำที่ดูธรรมดา ก็จะกลายเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการกำจัดไขมันส่วนเกิน ฟิตหุ่นสวย และดูแลผิวพรรณให้เนียนนุ่ม สวยใสกันเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นลองทำตามวิธีการข้างต้นกันดูนะคะ แล้วคุณจะพบว่าวิธีนี้ให้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจมากแค่ไหน

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com…

เช็กลิสต์ 6 ข้อ นิสัยของคนไทยที่ทำให้ติดอาหารรสเค็ม เกินไปหรือไม่?

เช็กลิสต์ 6 ข้อ โดยปกติแล้วร่างกายของคนเรา ต้องการโซเดียมต่อวันเพียงแค่ 1 ช้อนชา หรือประมาณ 2,400 มิลลิกรัมเท่านั้น

เช็กลิสต์ 6 ข้อ ในขณะที่หลายคน หันมากินเค็มมากเป็น 3 เท่าตัว ซึ่งหากยังไม่หยุดพฤติกรรมการกินเค็มดังกล่าว ก็ย่อมนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพในภายหลังได้ เช่น โรคไต โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต นอกเหนือจากนี้แล้ว โทษจากการกินเค็มมาก ยังทำให้เกิดโรคหอบหืดชนิดรุนแรงขึ้นได้ ทั้งยังเป็นสาเหตุของอาการปวดศีรษะไมเกรน และเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน รวมถึงโรคมะเร็งในกระเพาะอาหารได้มากขึ้นอีกด้วย

เช็กลิสต์

6 นิสัยของคนไทยที่ทำให้ติดอาหารรสเค็ม

1.ปรุงรสชาติอาหารโดยไม่ชิมก่อน

อาหารส่วนใหญ่จะผ่านการเติมซอสปรุงรส หรือผงปรุงรสมาแล้วแทบทั้งนั้น แต่คนไทยมักจะเรียกหาเครื่องปรุงเพื่อเติมแต่งรสชาติเพิ่มขึ้นไปอีก ไม่ว่าจะเป็นน้ำปลา น้ำตาล และน้ำส้มสายชู บางครั้งยังไม่ทันชิมก็ตักเครื่องปรุงลงไปตามความเคยชินแล้ว

2.ชื่นชอบการกินอาหารแปรรูปมาก

ประเด็นนี้มาจากความเร่งรีบของวิถีชีวิต ทำให้ไม่มีเวลาสนใจในการเลือกซื้ออาหารที่มีคุณค่าหรือดีต่อสุขภาพ แต่เลือกอาหารที่เร็วและง่ายเพื่อประหยัดเวลา โดยเฉพาะอาหารแปรรูปอย่าง ไส้กรอก หมูยอ ลูกชิ้นต่างๆ ซึ่งอาหารแปรรูปเหล่านี้มีโซเดียมจากกระบวนการถนอมอาหาร และมีโซเดียมแฝงเข้ามาอีก จากการเติมสารปรุงแต่งต่างๆ เพื่อได้ให้สี กลิ่น รส และสัมผัสที่ถูกใจผู้บริโภค จึงทำให้ได้โซเดียมคูณสองเข้าไปอีก

3.จิ้มน้ำจิ้มไม่ยั้ง

เป็นอีกเรื่องที่ทำกันแบบแทบไม่รู้ตัว คือการราดน้ำจิ้มแบบเยอะ ๆ หรือจิ้มน้ำจิ้มแบบมาก ๆ แม้ว่าอาหารบางอย่างก็มีโซเดียมอยู่แล้ว พอจิ้มน้ำจิ้มเพิ่มเข้าไปก็ยิ่งได้รับโซเดียมเพิ่มเข้าไปอีก ซึ่งน้ำจิ้มถือเป็นปัจจัยหลักหนึ่งที่ทำให้คนไทยได้รับโซเดียมสูง

4.ซดน้ำซุปแทบหมดชาม

อาหารกลุ่มก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ สุกี้ต่างๆ รวมไปถึงน้ำแกง ทั้งที่มีกะทิและไม่มีกะทิ อย่างต้มยำ ต้มโคล้ง เป็นอาหารอีกประเภทที่คนไทยชอบรับประทาน และน้ำซุปที่อร่อยเข้มข้นก็ยิ่งทำให้ถูกปากถูกใจ นอกจากเส้นแล้วก็ซดน้ำแทบหมดชามเพราะซดแล้วอร่อย ซึ่งน้ำซุปแทบทุกชนิดมีการเติมซอสปรุงรส หรือผงปรุงรสต่างๆ ลงไป ซึ่งถือว่ามีโซเดียมปริมาณสูงมาก

5.เสพติดการซดน้ำยำและน้ำจากส้มตำ

ส้มตำต่างๆ อาหารประเภทยำ ส้มตำ ถือเป็นอาหารจานโปรดของคนไทยจำนวนมาก ยิ่งเปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ด ยิ่งชอบ กินเพลินๆ ทั้งเนื้อ ทั้งน้ำจนหมดจาน สุดท้ายก็ได้โซเดียมเข้าร่างกายไปทั้งหมด ซึ่งน้ำยำน้ำส้มตำเหล่านี้ มีการเติมผงปรุงรสที่มีโซเดียมสูง โดยสารปรุงรสเหล่านี้มักไม่ค่อยเค็ม จึงต้องมีการเติมลงไปมาก เพื่อให้ได้รสชาติที่ต้องการ ขณะที่ส้มตำหรือยำบางอย่าง มีการใส่ปลาร้าที่มีโซเดียมสูงอยู่แล้วเช่นกันลงไปด้วย ก็ยิ่งได้รับโซเดียมมากเกินไปใหญ่

6.ชอบเติมน้ำปรุงรสให้อาหารเค็มเพิ่ม หรือเค็มไว้ก่อน

น้ำปลา ปลาร้า พริกแกง และกะปิ 4 จตุรเทพที่คนไทยชอบกินเช่นกัน ซึ่งวิธีในการทำอาหารทั้ง 4 อย่าง โดยธรรมชาติของอาหารเหล่านี้มีโซเดียมผสมอยู่แล้ว และหากมีการปรุงรสเพิ่มเข้าไปอีก ก็จะยิ่งได้โซเดียมจากสารปรุงรสเข้าไป

แนวทางปรับเปลี่ยนพฤติกรรมติดอาหารรสเค็ม

  • ชิมรสชาติอาหารทุกครั้ง ก่อนที่จะปรุงอะไรเพิ่มลงไป เพื่อลดการได้รับความเค็มมากจนเกินปริมาณที่ร่างกายต้องการ
  • หันมาทำอาหารรับประทานเองสักวันละมื้อ เน้นซื้อของสดมาปรุงกับข้าวรับประทานเองบ้าง ก็จะช่วยลดการรับปริมาณโซเดียมลงไปได้ ที่สำคัญคือต้องคุมการปรุงรสชาติอาหารให้ได้ด้วย
  • ลดการใช้น้ำจิ้มลงหรือจิ้มเพียงเล็กน้อย ก็จะช่วยลดการรับโซเดียมลงไปได้อย่างมาก
  • ลดการซดน้ำซุปต่างๆ ลง เน้นรับประทานเฉพาะเส้นและเครื่องเคียง ก็สามารถช่วยลดปริมาณโซเดียมที่จะได้รับในแต่ละวันลงไปได้
  • บอกพ่อค้าแม่ค้าให้ลดการเติมผงชูรส ลดเค็มหรือทำอาหารให้มีรสเค็มน้อยๆ ก็สามารถช่วยลดโซเดียมลงได้
  • ลดความถี่ในการกินอาหารที่มีรสชาติเค็มจัด เช่น ปลาร้า กะปิ หรือหากต้องกิน ก็ให้ลดการปรุงรสส่วนอื่นลง ซึ่งก็จะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ช่วยลดปริมาณโซเดียมได้เช่นกัน

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

 

 

 …

ไวรัสลงกระเพาะ อาการคล้ายหวัด แต่อันตรายถึงชีวิตหากไม่รีบรักษา

ไวรัสลงกระเพาะ โรคที่มีอาการคล้ายหวัด แต่อันตรายกว่ามาก หากไม่รีบรักษาให้หายโดยเร็ว อาจอันตรายจนถึงชีวิตได้

ไวรัสลงกระเพาะ หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “ไวรัสลงกระเพาะ” กันมาบ้าง อาจจะคิดว่าโรคนี้เกี่ยวกับอาการของโรคกระเพาะอาหารอักเสบ หรือระบบทางเดินอาหารจนทำให้ป่วย แต่จริงๆ แล้ว อาการไวรัสลงกระเพาะ มีลักษณะคล้ายหวัดมากกว่า แต่อันตรายกว่าหวัดปกติเยอะ

ไวรัสลงกระเพาะ

“ไวรัสลงกระเพาะ” คืออะไร?
อาการของไวรัสลงกระเพาะอาหาร เป็นภาวะที่กระเพาะอาหาร (อาจรวมไปถึงลำไส้) ติดเชื้อไวรัส (อาจเป็นเชื้อไวรัสโรต้า หรือเชื้อไวรัสชนิดอื่นก็ได้) โดยอาจมาจากอาหาร และน้ำดื่มที่รับประทานเข้าไปมีเชื้อไวรัสปนเปื้อน สัมผัส หรือจับต้องกับสิ่งของที่มีการปนเปื้อนอุจจาระ น้ำลาย อาเจียนของผู้ป่วย หรืออยู่ใกล้คลุกคลีกับผู้ป่วยโรคนี้เองโดยตรง

สาเหตุของอาการไวรัสลงกระเพาะ

  • ทานอาหาร ดื่มน้ำ ที่มีไวรัสปนเปื้อน
  • ทานอาหารจากจาน ชาม ช้อนส้อมที่ไม่สะอาดพอ
  • สัมผัสกับสิ่งของรอบตัวที่มีเชื้อไวรัส
  • คลุกคลีกับผู้ป่วย

อาการของอาการไวรัสลงกระเพาะ

  • ปวดท้อง
  • ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำ
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • มีไข้ หนาวสั่น

ไม่อยากอาหาร น้ำหนักลด

ไวรัสลงกระเพาะ อันตรายที่ควรรีบรักษา
โดยปกติแล้ว ในร่างกายของเรามีกระบวนการที่จะกำจัดเชื้อไวรัสออกไปได้เองจากูมิต้านทานโรคที่เรามีอยู่ แต่ในคนที่มีภูมิต้านทานต่ำ ในคนชรา หรือในเด็กเล็ก อาจอันตรายกว่าเดิม เพราะอาการของโรคที่เกิดขึ้นอาจรุนแรง จนช็อก หรือเสียชีวิตได้

ไวรัสลงกระเพาะในเด็ก อันตรายกว่าในวัยอื่น

เด็กเล็กที่มีอายุระหว่าง 3 เดือนถึง 3 ขวบมีความเสี่ยงที่อาจจะเป็นไวรัสลงกระเพาะได้ เพราะจะยังมีภูมิคุ้มกันโรคน้อยกว่าเด็กที่โตแล้ว และยังไม่ระมัดระวังในการหยิบจับอาหารเข้าปากเหมือนผู้ใหญ่ จึงทำให้ติดเชื้อโรคได้ง่าย และอาจเสี่ยงมีอาการหนักกว่าผู้ใหญ่ด้วย

โดยอาการไวรัสลงกระเพาะที่สังเกตได้จากเด็กเล็ก คือ

  • อาเจียนนานหลายชั่วโมง
  • ไม่ปัสสาวะนานกว่า 6 ชั่วโมง
  • อุจจาระเหลว หรือมีเลือดปน
  • กระหม่อมบุ๋ม ตาโหล
  • ปากแห้ง หรือร้องไห้ไม่มีน้ำตา
  • นอนมาก ซึมลง ไม่ตอบสนอง หรือกระสับกระส่ายผิดปกติ
  • การรักษาอาการไวรัสลงกระเพาะ

เนื่องด้วยโรคนี้ไม่มีวิธีรักษาให้หายได้โดยตรง สิ่งที่เราทำได้จึงเป็นการรักษาไปตามอาการของโรคแบบประคับประคอง (คล้ายกับการรักษาโรคหวัด) เมื่อไรที่ร่างกายค่อยๆ แข็งแรง ก็จะต่อสู้กับเชื้อไวรัสได้เอง โดยผู้ป่วยสามารถกลับบ้านไปดูแลตัวเองได้ ดังนี้

  1. ดื่มน้ำให้มากๆ โดยเฉพาะหลังอาเจียน หรือหลังถ่าย
  2. หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำผลไม้ เพราะอาจทำให้ถ่ายท้องหนักกว่าเดิม
  3. รับประทานอาหารที่ย่อยง่าย รสไม่จัด
  4. เด็กเล็กสามารถดื่มน้ำดื่มนมได้ตามปกติ แต่หากถ่ายท้องมากๆ ควรหลีกเลี่ยงนมที่ไม่มีแลคโตส เช่น นมถั่วเหลือง นมอัลมอนด์ หรือนมสูตรไม่มีแลคโตส
  5. สามารถดื่มน้ำเกลือเพื่อทดแทนการสูญเสียน้ำจากการถ่ายได้
  6. ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ควรเข้ารับคำวินิจฉัย และการดูแลรักษาตัวเองจากแพทย์ เพื่อให้ได้รับคำแนะนำในการดูแลผู้ป่วยอย่างถูกต้อง
  7. ระมัดระวังในการดูแลผู้ป่วย อย่าให้ผู้ดูแลต้องติดเชื้อไวรัสไปด้วย

การป้องกันอาการไวรัสลงกระเพาะ

  1. ระมัดระวังในการสัมผัสกับข้าวของเครื่องใช้ สิ่งของสาธารณะ ไม่หยิบจับอาหารเข้าปากโดยไม่ได้ล้างมือ
  2. ล้างมือทุกครั้งที่กลับมาจากข้างนอก ล้างทั้งฝ่ามือ นิ้วมือ เล็บ และใช้เวลาอย่างน้อย 20 วินาทีก่อนล้างด้วยน้ำเปล่า (>>7 ขั้นตอนล้างมือให้สะอาด ลดความเสี่ยงท้องร่วง)
  3. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ปรุงไม่สุกเต็มที่
  4. หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำ หรือใช้น้ำที่ไม่สะอาด โดยเฉพาะเวลาเดินทาง หากสะดวก ควรพกน้ำไปเอง หากต้องไปในที่ที่มีความเสี่ยงว่าสุขอนามัยจะไม่ดี
  5. หมั่นทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน อุปกรณ์ทานอาหาร โต๊ะ เก้าอี้ อย่างสม่ำเสมอ
  6. ทำความสะอาดห้องน้ำ โถสุขภัณฑ์ อ่างล่างหน้า ในห้องน้ำอยู่เสมอ

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com…

6 วิธีลดน้ำหนักง่ายๆ แค่เปลี่ยนพฤติกรรม รับรองหุ่นดีก็มีได้ ไม่ใช่เรื่องยาก

6 วิธีลดน้ำหนักง่ายๆ ความกลัวอ้วนกับผู้หญิงมักเป็นของคู่กัน ดังนั้นผู้หญิงส่วนใหญ่จึงกังวลถึงน้ำหนักของตนเอง และพยายามหาทุกวิถีทางเพื่อลดน้ำหนักให้ได้

6 วิธีลดน้ำหนักง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นการอดอาหาร หรือการทานยาลดความอ้วน แต่รู้ไหมว่าวิธีลดน้ำหนักที่ดีที่สุด ก็คือการเปลี่ยนพฤติกรรมนั่นเอง มาดูกันว่าเราจะลดน้ำหนักด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างไร

6 วิธีลดน้ำหนักง่ายๆ

1.ไม่กินจุกจิก ระหว่างมื้อ

การกินจุกจิกระหว่างมื้อ หรือกินของว่างมากเกินไป จะทำให้อ้วนได้ง่าย ดังนั้นไม่ควรกินจุกจิกเป็นอันขาด หรืออาจเปลี่ยนเป็นของว่างที่มีประโยชน์ อย่างเช่น ผลไม้ และธัญพืชแทนก็จะดีที่สุด

2.เคี้ยวช้าๆ ให้ละเอียด

การกินอาหารด้วยความเร่งรีบทำให้กินอาหารได้เยอะกว่าที่ร่างกายต้องการ จนสะสมเป็นไขมันในที่สุด แต่การกินอาหารช้าลงจะทำให้สมองสั่งให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น และกินอาหารได้น้อยลงกว่าปกตินั่นเอง ดังนั้นถ้าอยากลดน้ำหนักก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาเคี้ยวช้าๆ กันเลย

3.อย่าละเลยมื้อเช้า

หลายคนเลี่ยงการกินอาหารมื้อเช้าเพื่อลดน้ำหนัก แต่รู้ไหมว่านั่นเป็นการเข้าใจผิด เพราะนอกจากไม่ทำให้น้ำหนักลดลงแล้วยังส่งผลเสียต่อสุขภาพอีกด้วย เนื่องจากร่างกายต้องการอาหารมื้อเช้ามากที่สุด ดังนั้นไม่ควรละเลยมื้อเช้าอย่างเด็ดขาด

4.เดินหรือขึ้นลงบันไดบ้าง

การเดินหรือขึ้นลงบันไดบ่อยๆ ก็จะช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้ดีเช่นกัน ซึ่งก็เป็นวิธีออกกำลังกายที่ง่ายมาก และเหมาะกับคนที่ขี้เกียจหรือไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกายเป็นที่สุด

5.หลีกเลี่ยงการกินมื้อดึก

ยิ่งกินมื้อดึกมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้น้ำหนักเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นควรเลี่ยงการกินอาหารมื้อดึกอย่างเด็ดขาด ด้วยการพยายามนอนให้เร็วขึ้นกว่าเดิม จะได้ไม่รู้สึกหิวและเผลอกินมื้อดึกโดยไม่รู้ตัวนั่นเอง นอกจากนี้สำหรับใครที่ต้องทำงานดึกและมักจะต้านทานความหิวไม่ไหว ก็แนะนำให้เลือกทานเฉพาะอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำ เช่น โยเกิร์ต นม หรือผลไม้บางชนิดแทน แล้วจะไม่ทำให้อ้วนอย่างแน่นอน

6.ไม่เครียด

ความเครียดทำให้ร่างกายหลั่งสารคอร์ติซอลออกมา เป็นผลให้เกิดความหิวมากขึ้น จึงมักจะทานอาหารมากกว่าปกติ ดังนั้นถ้าไม่อยากอ้วน ก็ต้องพยายามลดความเครียดให้น้อยลง โดยพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น และหาอะไรที่ช่วยสร้างความผ่อนคลายทำบ่อยๆ เพียงเท่านี้คุณก็จะสามารถลดน้ำหนักได้อย่างง่ายดายแล้ว

ไม่ยากเลยใช่ไหมคะ สำหรับวิธีลดน้ำหนักที่เรานำมาแนะนำกัน เพียงแค่เปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ก็จะทำให้คุณลดความอ้วนได้อย่างง่ายดายแล้ว เพราะฉะนั้นลองทำตามวิธีเหล่านี้กันดู แล้วจะได้ผลลัพธ์ที่โดนใจอย่างแน่นอน

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

ลดริ้วรอยด้วย 5 วิธีธรรมชาติ เห็นผลจริงโดยไม่ต้องศัลยกรรม

ลดริ้วรอยด้วย 5 วิธีธรรมชาติ สาวๆ ส่วนใหญ่มักจะเจอกับปัญหาริ้วรอยก่อนวัย ซึ่งก็สร้างความกังวลได้มากทีเดียว แต่รู้ไหมว่าเราสามารถลดริ้วรอยได้ง่ายๆ

ลดริ้วรอยด้วย 5 วิธีธรรมชาติ ที่ทำแล้วได้ผลจริงโดยที่คุณแทบไม่ต้องศัลยกรรมเลย มาดูกันนะคะ ว่ามีวิธีไหนช่วยแก้ปัญหาริ้วรอยได้บ้าง

ลดริ้วรอยด้วย

1.นอนหงาย

การนอนหงายเป็นวิธีที่ดีที่สุด ที่จะช่วยชดลอการเกิดริ้วรอยและแก้ปัญหาริ้วรอยบนใบหน้าได้ โดยให้นอนหงายเป็นประจำ ไม่ว่าจะนอนเล่น หรือนอนหลับก็ตาม ส่วนการนอนคว่ำหรือนอนตะแคงควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด เพราะมีโอกาสที่หน้าจะไปโดนหรือเสียดสีกับหมอน จนทำให้เกิดริ้วรอยที่เกิดจากการกดทับได้นั่นเอง

2.มาสก์หน้าด้วยโยเกิร์ต

การมาสก์หน้าด้วยโยเกิร์ต ก็จะช่วยแก้ปัญหาริ้วรอยได้ดีเช่นกัน โดยให้ใช้สูตรโยเกิร์ตธรรมชาติ 1 ช้อน น้ำผึ้ง 1 ช้อน น้ำส้มครึ่งช้อน กล้วยครึ่งลูก ผสมให้เข้ากันจากนั้นนำมาพอกทิ้งไว้บนใบหน้าประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออกให้สะอาดด้วยน้ำอุ่นตามด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้ใบหน้าเนียนนุ่ม ชุ่มชื้น และกระชับรูขุมขนได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งจะได้ผลลัพธ์ที่โดนใจแค่ไหนต้องลองทำตามกันดู

3.ไม่เครียด

ในหนึ่งวันเราอาจเจอกับปัญหารอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในเรื่องของการทำงานหรือปัญหาส่วนตัว ซึ่งล้วนก่อให้เกิดความเครียด ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดริ้วรอยก่อนวัย ดังนั้นควรพยายามหลีกเลี่ยงความเครียดให้ได้มากที่สุด พยายามสร้างความผ่อนคลายอยู่เสมอ แล้วจะช่วยลดริ้วรอยได้อย่างแน่นอน

4.กินอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ

อาหารบางชนิดมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ซึ่งสามารถช่วยลดเลือนริ้วรอยไปจากชั้นผิวของเราได้ เช่น ปลาทะเล ผัก ไข่ วอลนัท แตงโม สับปะรด แตงกวา และอาโวคาโด เป็นต้น แถมยังอุดมไปด้วยวิตามินที่จำเป็นต่อผิวอีกมากมาย ดังนั้นหากคุณทานอาหารเหล่านี้เป็นประจำ นอกจากจะช่วยลดริ้วรอยได้แล้ว ก็ยังทำให้ผิวสวยใส เนียนนุ่มอีกด้วย

5.ไม่สูบบุหรี่

บุหรี่นับเป็นภัยร้ายต่อผิวเป็นอันดับต้นๆ กันเลยทีเดียว ซึ่งจะสังเกตได้ว่า ผู้หญิงที่สูบบุหรี่จะมีริ้วรอยบนใบหน้าและดูแก่กว่าผู้หญิงวัยเดียวกันที่ไม่สูบบุหรี่ เพราะฉะนั้นถ้าคุณไม่อยากให้ปัญหาริ้วรอยมากวนใจ ก็ควรเลิกสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด รวมถึงพยายามหลีกเลี่ยงควันบุหรี่ด้วยเช่นกัน

เห็นไหมว่าการลดริ้วรอยบนใบหน้าทำได้ไม่ยากเลย เพียงคุณทำตาม 5 ข้อที่แนะนำไปนี้ ปัญหาริ้วรอยก็จะหมดไปอย่างง่ายดาย โดยที่คุณไม่ต้องพึ่งการทำศัลยกรรมเลยทีเดียว แต่จะได้ผลลัพธ์ที่ดีมากแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

อยากผิวสวยใสอ่อนเยาว์ 4 เคล็ดลับนี้ ไม่ทำตาม ไม่ได้แล้ว

อยากผิวสวยใสอ่อนเยาว์ เรื่องของการดูแลผิวพรรณเป็นสิ่งที่สาวๆ ทุกยุคสมัยให้ความสนใจดูแลกันเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องของปัญหาริ้วรอยซึ่งไม่มีใครอยากเผชิญกันเร็วอย่างแน่นอน

อยากผิวสวยใสอ่อนเยาว์ 4 เคล็ดลับที่จะช่วยให้สาวๆ มีผิวพรรณสวยใสอ่อนเยาว์ ห่างไกลจากความแก่มาฝาก จะต้องทำอย่างไรบ้าง ไปติดตามพร้อมกันเลยค่ะ

อยากผิวสวยใสอ่อนเยาว์

1.เพิ่มผักผลไม้ในมื้ออาหาร

การรับประทานผักและผลไม้เป็นประจำจะช่วยให้ร่างกายและผิวพรรณสดใส ดูสุขภาพดี ซึ่งผักผลไม้เดี๋ยวนี้ก็หาง่ายทั้งในตลาด ในซุปเปอร์มาร์เกตก็มีให้เลือกมากมาย เพียงแค่เพิ่มผักผลไม้ลงไปในมื้ออาหารของเราให้มากขึ้น หรือเติมลงบนจานของว่างระหว่างวันก็ได้ นอกจากจะช่วยในระบบขับถ่าย และทำให้ผิวสวยใสแล้ว ยังช่วยลดความอ้วนได้อีกด้วย เห็นคุณค่ามากมายขนาดนี้ ก็อย่าลืมไปหาซื้อผักผลไม้ติดตู้เย็นไว้เพื่อที่เราจะได้หยิบมาทานได้อย่างสะดวกกันมากขึ้นล่ะ

2.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

การอดนอนหรือนอนน้อยทำให้ผิวดูโทรม เหี่ยวย่นและมีริ้วรอย ข้อนี้หลายคนทราบดี แต่น้อยคนนักที่จะทำได้ เพราะมีกิจกรรมหลายอย่างที่ทำให้นอนดึก เช่น เล่นเกม หรือเล่นโทรศัพท์ ดังนั้นหากอยากมีสุขภาพร่างกายและผิวพรรณที่ดีแล้วก็ต้องหมั่นจัดการเวลาและลำดับความสำคัญของกิจกรรมของตนเองให้ดี โดยควรเลือกเข้านอนก่อน 22.00 น.บรรยากาศในห้องนอนควรมืดและเงียบสนิทซึ่งจะทำให้เรานอนหลับได้อย่างเต็มอิ่ม ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายได้พักผ่อน ฟื้นฟูและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอต่างๆ ได้ดี

3.ออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน

การออกกำลังกายเป็นเหมือนการเติมออกซิเจนให้กับผิว ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด การออกกำลังกายเป็นประจำมีส่วนดีต่อร่างกายของเราในหลายๆ ด้าน รวมถึงผิวพรรณด้วย ลองสังเกตตัวเองดูว่าหลังการออกกำลังกายติดต่อกันอย่างน้อย 1 อาทิตย์จะเห็นว่าผิวพรรณเปล่งปลั่งและมีเลือดฝาดบนใบหน้า แถมหน้ายังดูเด็กลงอีกด้วย รู้ขนาดนี้ไม่ทำไม่ได้แล้ว

4.ดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพอ

การดื่มน้ำควรดื่มอย่างพอเหมาะไม่มากและน้อยจนเกินไป เพราะน้ำจะช่วยให้ผิวพรรณของเราผ่องใส เต่งตึงและมีสุขภาพดี การดื่มน้ำที่เหมาะสม ดูได้จากสีปัสสาวะของเรา ถ้าปัสสาวะมีสีเหลืองเข้ม แปลว่าดื่มน้ำน้อย แต่ถ้าปัสสาวะมีสีใสๆ แปลว่าดื่มน้ำมากเกินไป ส่วนปัสสาวะสีปกติคือ สีเหลืองอ่อนๆ ไปจนถึงสีใส ปริมาณการดื่มที่พอดีแนะนำว่าควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว ก็เพียงพอสำหรับความต้องการของร่างกายแล้วค่ะ

การดูแลผิวพรรณให้สวยผ่องใส นอกจากการกินดีแล้ว ยังรวมไปถึงการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ เช่น การดื่มแอลกอฮอล์หรือสูบบุหรี่ การกินอาหารที่มีไขมัน อาหารรสจัด เช่น หวาน หรือเค็มมากเกินไป เพราะพฤติกรรมเหล่านี้จะทำร้ายผิวพรรณให้มีริ้วรอยและเหี่ยวย่นได้ง่ายนั่นเอง

ขอบคุณแหล่งที่มา        https://www.sanook.com

โรคหนังศีรษะอักเสบ หรือ “รังแค” สาเหตุ และวิธีรักษาที่ถูกต้อง

โรคหนังศีรษะอักเสบ หรือเราเรียกว่ารังแคนั้น นอกจากจะทำให้คนรอบข้างรู้สึกรังเกียจแล้ว ปัจจุบันมีผู้ป่วยทั้งหญิงและชายเข้ารับการรักษาเพิ่มขึ้น

โรคหนังศีรษะอักเสบ หลายๆ คนมักจะประสบปัญหาภาวะโรคหนังศีรษะอักเสบ (Seborrheic dermatitis) โดยทั่วไปมักจะนิยมเรียกว่า รังแค (Dandruff) ปัญหาเรื่องของโรคหนังศีรษะอักเสบหรือเราเรียกว่ารังแคนั้น นอกจากจะทำให้คนรอบข้างรู้สึกรังเกียจแล้ว ปัจจุบันมีผู้ป่วยทั้งหญิงและชายเข้ารับการรักษาเพิ่มขึ้นมากทีเดียว

โรคหนังศีรษะอักเสบ
โรคหนังศีรษะอักเสบ หรือรังแค คืออะไร?

อาการผิวหนังอักเสบนั้น จัดเป็นโรคเรื้อรังที่เป็นๆ หายๆ ไม่หายขาดเสียที เรียกได้ว่าผู้ป่วยที่เป็นแล้วก็กลับมาเป็นซ้ำอีก เชื่อว่าโรคนี้เกี่ยวข้องกับการเพิ่มจำนวนของเชื้อราจำพวก Malassezia globosa มาเปลี่ยนไขมันบนหนังศีรษะ ทำให้ก่อให้เกิดการอักเสบขึ้นตามมา

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคหนังศีรษะอักเสบถึงแม้จะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ทำให้บุคลิกภาพของตัวเองเสียไป ทำให้ขาดความมั่นใจในเรื่องต่างๆ ทั้งในเรื่องการทำงานและการตัดสินใจในเรื่องอื่นๆ

อาการโรคหนังศีรษะอักเสบ หรือรังแค

อาการอักเสบของหนังศีรษะเกิดจากปัญหาหลายสาเหตุ ที่พบมากในผู้ที่มีเส้นผมและหนังศีรษะมัน ซึ่งอาการจะรุนแรงมากน้อยแตกต่างกันไป ซึ่งลักษณะอาการจะมีผื่นแดง เส้นผมหลุดร่วง คันที่หนังศีรษะ มีขุย ในบริเวณหนังศีรษะเมื่อมีการผลิตน้ำมันมากผิดปกติ บางรายมีอาการแสบหากโดนเหงื่อหรือโดนแสงแดดมากๆ มักจะเกิดอาการกำเริบเมื่อหนังศีรษะมันมากผิดปกติ

สาเหตุของโรคหนังศีรษะอักเสบ หรือรังแค

ปัจจัยภายนอกต่างๆ มากระตุ้นทำให้เกิดอาการกำเริบ เช่น

  1. สิ่งแวดล้อมที่เป็นปัจจัยทางลบ การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ เช่น ความชื้น ความร้อนจากแสงแดด ฝุ่นละออง ควัน
  2. อาหารบางชนิด
  3. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนร่างกายได้
  4. พฤติกรรม เช่นเดียวกับการเป็นหวัด หากร่างกายอ่อนแอ การพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียด ภาวะการขาดอาหาร ก็ทำให้เกิดภาวะหนังศีรษะอักเสบได้

วิธีรักษาโรคหนังศีรษะอักเสบ หรือรังแค

การรักษาจะเริ่มต้นด้วยการใช้แชมพูกำจัดรังแค เช่น Ketoconazole Shampoo, Tar Shampoo, Selenium Sulfide Shampoo, Zinc Pyrithione Shampoo, Ciclopirox Shampoo เป็นต้น ถ้าอาการเป็นมากอาจต้องใช้การทายาต้านอักเสบในกลุ่มสเตียรอยด์ที่หนังศีรษะหรือ ยาทาหรือยารับประทานต้านเชื้อรา นอกจากนี้ยังควรพักผ่อนให้เพียงพอลดความเครียดลงด้วย

ภาวะหนังศีรษะอักเสบแม้จะไม่ใช่โรคร้ายแรงอะไร แต่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้รากผมอ่อนแอ จากปัจจัยทั้งหมดจะไปกระตุ้นการอักเสบของโพรงเส้นผม ซึ่งการอักเสบที่ต่อเนื่องและเรื้อรัง อาจทำให้โพรงเส้นผมลีบเป็นพังผืด และสิ่งที่ตามมาก็คือ ปัญหารากผมอักเสบและเกิดการหลุดร่วงของเส้นผม หากไม่มีการดูแลรักษาความสะอาดและได้รับการเยียวยา ก็จะเกิดปัญหาศีรษะล้านได้ในอนาคต

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

ไขข้อสงสัย ! ขอบตาดำคล้ำ เพราะนอนไม่พอจริงหรือเปล่า

ไขข้อสงสัย ปัญหาที่ทั้งหญิงชายหลายๆ คนเป็น แล้วก็เวลาเพื่อนทักทีไรก็เสียเซลฟ์ทุกที ก็คือเรื่องของ ขอบตาดำคล้ำ

ไขข้อสงสัย ตาลึกโบ๋ ถุงใต้ตาคล้ำเสียจนหน้าดูโทรม ดูแก่กว่าวันอันควร ใครที่มีตาแบบนี้มักโดนทักว่า “นอนดึกเหรอเมื่อคืน” หรือ “ช่วงนี้ไม่ค่อยได้นอนเหรอ?” แต่เอาเข้าจริงแล้ว ขอบตาดำคล้ำ มีสาเหตุมาจากการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอจริงหรือไม่

ไขข้อสงสัย

สาเหตุของขอบตาดำ

  • กรรมพันธุ์
  • โรคภูมิแพ้
  • แสงแดด
  • วัยที่เพิ่มขึ้น ผิวหนังรอบดวงตาจะบางลง เนื่องจากเราจะสูญเสียคอลลาเจน ทำให้ผิวส่วนนั้นดำคล้ำ

วิธีตรวจหาสาเหตุของอาหารขอบตาดำ

ดึงผิวหนังใต้ตาลงสัก 30 วินาที หากพบว่า

 

  • สีคล้ำขึ้น ขอบตาดำอาจมีสาเหตุมาจากกรรมพันธุ์ หรืออายุที่มากขึ้น
  • สีไม่เปลี่ยน ขอบตาดำอาจมีสาเหตุมาจากภูมิแพ้ หรือสัมผัสแสงแดดมากเกินไป

รอยคล้ำใต้ดวงตา คืออะไร?
จริงๆ แล้วมันคือเส้นเลือด เป็นเลือดที่ไหลผ่านหลอดเลือดดำที่อยู่ใต้ผิวหนังรอบดวงตาของเรา ด้วยความที่ผิวหนังส่วนนี้บางมาก จึงเห็นเป็นรอยคล้ำได้ง่าย

รอบคล้ำใต้ดวงตา จะมองเห็นได้เด่นชัดขึ้น เมื่อ….

  • อ่อนเพลีย
  • เครียด
  • ร่างกายเหน็ดเหนื่อย

เนื่องจากร่างกายจะถูกบังคับให้ผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอล ในการตอบสนองต่อภาวะเครียดต่างๆ เพื่อทำให้เรารู้สึกตื่นตัว ซึ่งก็จะทำให้ปริมาณเลือดในร่างกายมากขึ้น ส่งผลให้หลอดเลือดขยายตัวมากขึ้นตามกัน

เพราะฉะนั้น การนอนหลับไม่เพียงพอ ก็เป็นเพียงปัจจัยเล็กๆ ที่ทำให้ร่างกายของเราเหน็ดเหนื่อย อ่อนเพลีย และเครียด จนทำให้ขอบตาดำคล้ำนั่นเองค่ะ คนที่นอนหลับเพียงพอ แต่ยังมีความเครียดสูง ก็มีสิทธิ์ที่จะมีขอบตาดำคล้ำได้เช่นกัน

วิธีแก้รอยคล้ำรอบดวงตา
นำถุงชาที่ใช้แล้ว (โดยเฉพาะชาเขียว และชาคาโมมายล์จะได้ผลดีที่สุด) นำไปแช่ตู้เย็น และนำมาแนบกับดวงตา 10-15 นาที คาเฟอีนและกรดแทนนิกในชา จะช่วยลดอาการบวมคล้ำลงได้

นอกจากนี้ ผู้หญิงจะมีรอยคล้ำใต้ดวงตามากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะช่วงที่มีประจำเดือน หรือช่วงตั้งครรภ์ อย่าไรก็ตาม รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้สบาย ผ่อนคลายไม่เครียด เท่านี้ก็ช่วยให้ขอบตาไม่ดำคล้ำง่ายขึ้นแล้วล่ะค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา      https://www.sanook.com

อันดับจุดศัลย ความสวยความงาม กรรมยอดนิยม ที่สาวๆ ชอบทำมากที่สุด

อันดับจุดศัลย การศัลยกรรมในยุคปัจจุบันถือว่าเป็นเรื่องธรรมดามากสำหรับตอนนี้ ไม่ว่าหญิงหรือชายต่างก็ให้ความสำคัญกับเรื่องความสวยความงามของรูปร่างหน้าตากันมากขึ้น

อันดับจุดศัลย ปัจจุบันการศัลยกรรมก็เป็นที่ยอมรับและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายและมีคลินิกศัลยกรรมต่างๆเกิดขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความงามอย่างมากมาย มาดูกันค่ะว่า 4 อันดับจุดศัลยกรรมยอดนิยมของสาวไทยในเรื่องของการทำศัลยกรรมนิยมทำอะไรกันบ้าง

อันดับจุดศัลย

1.จมูก

ยังคงเป็นการเสริมความงามอันดับ 1 ที่สาวไทยนิยมทำกัน การเสริมจมูกถือเป็นองค์ประกอบหลักที่มีส่วนช่วยให้ใบหน้าดูดี และราคาในการทำศัลยกรรมก็ไม่สูงมากจนเกินไป และปัจจุบันการเสริมจมูกได้มีการพัฒนาเทคนิคโดยการนำกระดูกอ่อนหลังหูมาช่วยเสริม เพราะมีความปลอดภัยกว่าการใช้ซิลิโคนและช่วยลดความเสี่ยงและปัญหาเรื่องซิลิโคนทะลุออกมาจากจมูกได้ อีกทั้งยังช่วยให้จมูกที่ทำมาดูธรรมชาติมากขึ้นด้วย

2.เสริมหน้าอก

ปัจจุบันการเสริมหน้าอกถือเป็นเรื่องปกติ และการเสริมหน้าอกนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำให้หน้าอกใหญ่เพียงอย่างเดียว สาวๆบางคนเสริมเพราะหน้าอกเล็กจนเกินไป บางคนมีปัญหาเรื่องการหย่อนคล้อย บางคนมีปัญหาเรื่องขนาดที่ไม่เท่ากัน และการเสริมหน้าอกยังช่วยให้สาวๆมีบุคลิกที่ดีขึ้นมั่นใจมากขึ้น การสวมเสื้อผ้าดูสวยงามขึ้น การเสริมหน้าอกจึงได้รับความนิยมจากสาวๆ ซึ่งในปัจจุบันถือว่าปลอดภัยและราคาไม่แพงมาก

3.ตาสองชั้น

ดวงตาเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญบนใบหน้าไม่แพ้ส่วนอื่นๆ ปัญหาเรื่องของชั้นตา ไม่ว่าจะเป็นตาชั้นเดียว ตาตี่ ตาตก ตาหลายชั้นฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขเพื่อให้สาวๆดูดีขึ้น ดังนั้นการศัลยกรรมชั้นตาจึงถือเป็นอีก 1 ศัลยกรรมที่ได้รับความนิยมอยู่ต่อเนื่อง อย่างที่เค้าว่ากันว่า ดวงตาคือหน้าต่างของหัวใจ และการมีตา 2 ชั้น นอกจากจะทำตาดูสวยหวานและน่าดึงดูดแล้ว ยังทำให้การแต่งหน้าของสาวๆ ง่ายขึ้น

4.เสริมคาง

การเสริมคางเป็นการช่วยให้ใบหน้าได้สัดส่วนและมีความสมดุลมากขึ้น หลายครั้งที่สาวๆถ่ายรูปก็พบปัญหาว่ารูปถ่ายที่ออกมาใบหน้าไม่มีมิติ คางสั้นบ้าง คางเหลี่ยมบ้างหรือใบหน้าดูกลมไปไม่ได้รูป สาวๆหลายคนก็พยายามเอียงหน้าเอียงองศาหน้าให้ได้มุมที่สวยงาม เพื่อให้ใบหน้าดูดี

เพราะฉะนั้นการเสริมคางจึงเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆเพราะช่วยให้ใบหน้าดูดีมีมิติ ยาวขึ้นมีความ V-Shape ซึ่งปัจจุบันการเสริมคางมีการพัฒนามากขึ้น ซิลิโคนที่แพทย์ส่วนใหญ่เลือกใช้ก็มีความใกล้เคียงกับธรรมชาติมากอีกด้วย

แม้การศัลยกรรมนับวันยิ่งกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว แต่การจะทำสวยในแต่ละทีก็ต้องขอเตือนสาวๆ กันก่อนว่าควรจะศึกษาหาข้อมูลกันให้ดีๆนะคะ และแน่นอนว่าความปลอดภัยควรมาเป็นอันดับหนึ่งเลือกคลินิกที่ไว้ใจได้

ขอบคุณแหล่งที่มา      https://www.sanook.com

เคล็ดลับเขียนคิ้ว ให้ติดทน หมดปัญหาคิ้วแหว่งระหว่างวัน

เคล็ดลับเขียนคิ้ว ให้ติดทน สาวๆ คิดว่า ส่วนไหนของใบหน้าที่ ถ้าไม่ทำอะไรซักอย่าง ก็จะไม่สามารถออกจากบ้านได้เลย? หลายคนคงจะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “คิ้ว” ถึงหน้าจะสดแค่ไหนก็ขอมีคิ้วไว้ก่อน

เคล็ดลับเขียนคิ้ว ให้ติดทน ไม่งั้นหน้าจะรู้สึกโล่งมาก จนขาดความมั่นใจกันเลยทีเดียว แต่ถึงเราจะเขียนคิ้วไปแล้ว ก็มักจะมีปัญหาตามมา นั่นก็คือ สีคิ้วของเราเฟดออกระหว่างวัน ลองคิดภาพตามดูว่า ระหว่างวันเรากำลังเดินเล่น หรือทำงานอยู่ หันมองไปที่กระจกแล้วพบว่า หางคิ้วหาย!! เหลือแต่เส้นประ คงทำให้ขาดความมั่นใจไปมาก ถ้าต้องไปเจอใครต่อใคร เอาเป็นว่าปัญหานี้จะหมดไป ถ้าเรารู้ทริคเด็ดๆที่จะทำให้คิ้วติดทนนานทั้งวัน บอกเลยว่าห้ามพลาด

เคล็ดลับเขียนคิ้ว
1.เคลียร์คิ้ว

แน่นอนว่าคิ้วเราจะสวยได้รูปสีติดแน่น ก็ต่อเมื่อคิ้วของเรามีการได้รับการจัดทรง ไม่ว่าจะเป็น การกันคิ้ว เคลียร์ขนส่วนเกิน ทั้งบริเวณตรงส่วนเหนือคิ้ว และบริเวณเปลือกตา และการเคลียร์อีกอย่างที่สำคัญต่อความติดทนของเม็ดสี นั่นก็คือ เช็คว่าคิ้วของเรามีความมัน จากเหงื่อหรือครีมที่เราทารึเปล่า ไม่งั้นถ้าเราลงสีคิ้วไป จะทำให้เม็ดสีเกาะที่ขนคิ้วได้ไม่ดี

2.ใดๆ ล้วน Waterproof

จะเขียนคิ้วให้ติดทน ก็ต้องเลือกที่เขียนคิ้ว ที่กันน้ำกันเหงื่อได้ดี ไม่ใช่ว่าแค่เผลอเอามือปัดผม ก็หลุดแล้ว แบบนี้ไม่โอเค ซึ่งทุกวันนี้ ที่เขียนคิ้วตามท้องตลาดแบบ waterproof ก็มีขายอยู่มากมาย ลองไปเลือกใช้กันดูนะจ้ะ

3.ใช้ไพรเมอร์คิ้ว

ไม่ว่าจะส่วนไหนของใบหน้าก็สามารถเกิดความมันได้ง่ายเช่นเดียวกัน เราจึงต้องลงอะไรสักอย่าง เพื่อช่วยให้เครื่องสำอางค์เกาะติดผิว เช่น ใบหน้าและดวงตาก็ต้องลงไพรเมอร์เพื่อให้ สีบลัชออนหรือสีอายแชโดว์ติดชัด คิ้วก็เช่นเดียวกัน ต้องมีไพรเมอร์ทาไว้ก่อนจึงจะทำให้สีเกาะติดได้ดี เน้นที่หางคิ้ว เพราะเป็นส่วนที่เฟดออกง่าย

4.ใช้มาสคาร่าปัดคิ้ว

แน่นอนว่าอะไรที่เป็นฝุ่นๆมักจะเกาะผิวได้ไม่ค่อยทนทาน เพราะพอลมพัดมา ก็สามารถฟิ้ววออกจากหน้าเราไปได้ทุกเมื่อ ดังนั้นควรใช้อะไรที่เป็นน้ำเป็นเจลบ้าง เพื่อให้คิ้วของเรามีความเหนียวพอที่จะให้สีเกาะติดได้ดี อย่างมาสคาร่าคิ้วที่มีประโยชน์หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นปัดคิ้วให้เรียงสวย ย้อมสีคิ้วให้เท่ากัน แถมบางแบบยังเคลือบสีคิ้วได้ด้วย

5.ใช้ eyeliner

ฟังดูแปลกๆแต่มันคือสิ่งที่ใช้ได้จริง เพราะบอกแล้วว่าอะไรที่เป็นน้ำหรือ เจลมักจะติดทนกว่าแบบฝุ่นเสมอ บางคนอาจจะคิดว่าถ้าเราเอามาเขียนเลย คิ้วมันจะไม่ยิ่งดูหนาหรือเข้มหรอ?? เดี๋ยวนี้ eyeliner ไม่ได้มีเพียงสีดำเท่านั้น มีสีต่างๆมากมายพอๆกับที่เขียนคิ้วนั่นแหละ จะเลือกสีอ่อนสีเข้มแค่ไหนก็ได้ หรือถ้ากลัวเข้มไป เราอาจจะใช้เพื่อวาดเป็นโครงได้ แล้วเอาแบบฝุ่นถมคิ้ว จะได้ดูธรรมชาติขึ้น

เป็นไงกันบ้างคะสำหรับทริคเด็ดๆในที่เรานำมาฝาก คงจะถูกใจสาวๆหลายคนอยู่พอสมควร ก็อย่างที่รู้กันว่าคิ้วแหว่งนี่เป็นปัญหาระดับชาติของคุณผู้หญิงกันเลยทีเดียว คงไม่มีใครอยากดูเป็นอาซิ่มระหว่างที่ประชุมหรือไปเดทหรอกเนอะ คงทำให้เสียความมั่นใจน่าดู ถ้ายังคิดว่า5วิธีนี้ก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดี แนะนำว่าพกที่เขียนคิ้วไปด้วยก็ดี เอาไว้ทัชอัพระหว่างวันก็ได้ หรือบางคนอาจจะพกไว้ให้อุ่นใจก็ดี

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com