เดือน: กุมภาพันธ์ 2019

สูตรไข่ขาวพอกหน้า

สูตรไข่ขาวพอกหน้า

สูตรไข่ขาวพอกหน้า

สูตรไข่ขาวพอกหน้า ช่วยดีท็อกซ์ผิว เริ่มกันที่สูตรพอกหน้าไข่ขาว ที่มีวัตถุดิบเพียงไข่ขาว อย่างเดียว สำหรับสาว ๆ ที่ขี้เกียจหาส่วนผสมอื่น ๆ ซึ่งสูตรนี้จะช่วยในการดีท็อกซ์และคืนความสดใสให้กับใบหน้าของเรา

ใครที่ออกไปเจอฝุ่น ควัน และมลภาวะต่าง ๆ จนเกิดสิวบนใบหน้าเป็นประจำ หรือทำให้ใบหน้ามีผิวมัน ไม่ควรพลาดสูตร มาร์คไข่ขาว เป็นอันขาด พอกหน้าด้วยไข่ขาวช่วยดีท็อกซ์ผิวหน้า

สิ่งที่ต้องเตรียม

ไข่ขาว
สำลีแผ่น
น้ำอุ่น
วิธีพอกหน้าด้วยไข่ขาว

เริ่มจากการนำน้ำอุ่นมาล้างหน้าก่อน เพื่อเปิดรูขุมขนบนใบหน้าให้สามารถขจัดสิ่งสกปรกได้มากยิ่งขึ้น จากนั้นก็ค่อย ๆ ใช้สำลีซับไข่ขาวพอกลงบนใบหน้า (ตีไข่ขาว หรือคนก่อนนิดนึงก็จะดีมากยิ่งขึ้น) ใช้เวลาประมาณ 30 นาที หรือจะรอจนไข่ขาวแห้งสนิทดีก็ได้ จากนั้นก็ล้างออกด้วยน้ำสะอาด (จะให้ดีควรล้างด้วยน้ำเย็น เพื่อปิดรูขุมขนและเพิ่มความกระชับให้กับรูขุมขน) เพียงเท่านี้ทำให้หน้ากลับมาสวยใสแล้ว และถ้าหากมีการใช้ครีมบำรุงหลังการพอกหน้าไข่ขาว ก็จะยิ่งทำให้ผิวสามารถดูดซึมครีมได้ดียิ่งขึ้นด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.naadengcafe.com

เรื่องภายในที่ผู้หญิงควรรู้

เรื่องภายในที่ผู้หญิงควรรู้

เรื่องภายในที่ผู้หญิงควรรู้

เรื่องภายในที่ผู้หญิงควรรู้ อาการคันปากมดลูก ถือเป็นโรคที่น่ารำคาญสำหรับผู้หญิง ว่าแต่โรคนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และมีสาเหตุมาจากอะไรได้บ้าง มาหาคำตอบกันเลยค่ะ

โรคที่น่ารำคาญโรคหนึ่งสำหรับผู้หญิง หนึ่งในนั้นก็คือ การคันในที่ลับ ซึ่งเวลาอยู่ในที่สาธารณะจะเป็นสิ่งที่น่ารำคาญและสร้างความกังวลใจให้กับสาว ๆ ได้อย่างมาก เนื่องจากไม่สามารถที่จะเกาในส่วนนั้นต่อหน้าผู้อื่นได้ ซึ่งโรคนี้ถือว่าเป็นโรคที่พบได้บ่อย ๆ ในผู้หญิง บางรายอาจมีอาการคันมาก บางรายอาจมีอาการคันน้อย หรือบางรายก็อาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้จะมีสาเหตุมาจากอะไร และเป็นสัญญาณเตือนของโรคอะไรได้บ้างนั้น วันนี้กระปุกดอทคอมมีข้อมูลมาให้สาว ๆ ได้ศึกษากันแล้วค่ะ

อาการคันปากมดลูก อาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ดังต่อไปนี้

อาการคันปากมดลูก

มีเชื้อราในช่องคลอด

จะมีอาการคันบริเวณแถว ๆ ปากมดลูกหรือปากช่องคลอด และอาจจะมีตกขาวสีขุ่น ๆ มากผิดปกติร่วมด้วย โดยส่วนใหญ่แล้วปัญหานี้มักจะเกิดได้ง่ายจากการอับชื้น ทั้งนี้สามารถรักษาได้โดยการรับประทานยา หรือสอดยาฆ่าเชื้อราเข้าไปในช่องคลอด

แพ้ผ้าอนามัย

ผ้าอนามัยบางยี่ห้ออาจจะไม่ถูกกับสาว ๆ บางคน ทำให้เกิดอาการแพ้ขึ้นมาได้ ซึ่งอาการแพ้นี้ส่วนใหญ่มักจะมีผดผื่นขึ้นมาบริเวณอวัยวะเพศร่วมกับมีอาการคันบริเวณปากมดลูก ซึ่งสามารถแก้ไขได้โดยการเปลี่ยนไปใช้ผ้าอนามัยยี่ห้ออื่น และควรเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อย ๆ เมื่อมีประจำเดือน

อาการคันปากมดลูก

ช่องคลอดอักเสบ

เป็นการอักเสบจากเชื้อรา อาจเกิดขึ้นได้จากการกินยาคุมกำเนิดหรือกินยาปฏิชีวนะเป็นเวลานาน การสวนล้างช่องคลอด หรือการตั้งครรภ์ สิ่งเหล่านี้อาจทำให้เชื้อราเจริญเติบโตมากขึ้นทำให้ปากมดลูกเกิดการอักเสบ โดยจะมีผื่นคันขึ้นมาและจะรู้สึกคันบริเวณปากมดลูกอย่างมาก มีตกขาวขุ่น ๆ บางรายอาจจะมีอาการปวดแสบเวลาปัสสาวะ หรือเจ็บปวดในขณะที่มีการร่วมเพศด้วย

ติดเชื้อจากความสัมพันธ์ทางเพศ

เช่น โรคแคนดิดา เชื้อราชนิดหนึ่งที่จะทำให้ปากมดลูกเกิดอาการคันได้อย่างรุนแรง โดยเชื้อราชนิดนี้มีชื่อว่า “ส่าเทียม” หากมีการติดเชื้อที่อวัยวะเพศจะมีการตกขาวมาก และอวัยวะเพศจะมีการอักเสบ ส่งผลให้มีอาการคันอย่างมากตามมา ซึ่งสามารถรักษาได้โดยการใช้ยาเหน็บฆ่าเชื้อบริเวณช่องคลอด

อาการคันปากมดลูก

ติดเชื้อทริโคโมแนส

เชื้อทริโคโมแนส ถือเป็นอีกโรคหนึ่งที่เกิดได้จากการมีความสัมพันธ์ทางเพศ ลักษณะอาการจะมีตกขาวสีเขียว และมีกลิ่นเหม็น พร้อม ๆ กับมีอาการคันที่รุนแรงมาก บางรายอาจจะถึงขั้นเจ็บปวดอวัยวะเพศร่วมด้วย สามารถรักษาได้โดยการรับประทานยาฆ่าเชื้อปรสิต แต่ทั้งนี้เมื่อหายแล้วก็อาจเป็นได้อีก ดังนั้นจึงควรมีการรักษาฝ่ายชายร่วมด้วย

เป็นโรคเบาหวาน

สำหรับคนที่เป็นโรคนี้จะมีการคันตามผิวหนัง มีการติดเชื้อรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณช่องคลอดของผู้หญิง ซึ่งอาจจะทำให้มีอาการคันได้

เมื่อรู้สาเหตุที่อาจทำให้คุณเกิดอาการคันในบริเวณที่ลับกันไปแล้ว ทั้งนี้ก็อาจจะยังชี้ชัดไม่ได้ว่าอาการของคุณนั้นเกิดจากอะไรกันแน่ ทั้งนี้ถ้าอยากจะให้แน่ใจและอยากจะหายจากอาการคัน กระปุกดอทคอมขอแนะนำให้คุณสาว ๆ ไปพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อทำการตรวจเช็กจะดีที่สุด เพื่อที่จะได้ทำการรักษาให้ตรงจุด และอาการคันนั้นจะได้หายเร็วขึ้นยังไงล่ะคะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

เรื่องสิวสิวที่ไม่สิว

เรื่องสิวสิวที่ไม่สิว

เรื่องสิวสิวที่ไม่สิว

เรื่องสิวสิวที่ไม่สิว เวลาที่สาวๆมีสิวสักเม็ดผุดขึ้นบนใบหน้านั้นหมายความว่า… ความกังวลใจได้มาเยือนแล้ว! แถมยังจะมีอารมณ์เหวี่ยงสุดๆก่อนประจำเดือนมาอีก เฮ้อ… ทำไงดีหละงานนี้!

เอาเป็นว่าเรามาดูสาเหตุของการเกิดสิวและต้นเหตุของอารมณ์เหวี่ยงในช่วงก่อนมีประจำเดือนกันก่อนดีกว่าค่ะ

สิวเกิดจากอะไร?
– ร่างกายสร้างฮอร์โมนเพศชายที่ชื่อ Androgen มากเกินไป ทำให้มีการสร้างไขมันเพิ่ม โดยมากฮอร์โมนจะเริ่มสร้างเมื่ออายุ 11 – 14 ปี ดังนั้น จึงพบสิวมากในวัยนี้และอาจจะอยู่ได้นานหลายปี และพบว่าการเกิดสิวอาจสัมพันธ์กับการมีรอบเดือน โดยร้อยละ 60 -70 ของผู้หญิงจะมีสิวมากขึ้นใน 1 สัปดาห์ก่อนมีประจำเดือน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในร่างกาย

– การผลิตไขมันมากขึ้นร่วมกับเซลล์ผิวหนัง และเชื้อแบคทีเรียทำให้เกิดสิว

– มีการเปลี่ยนแปลงของรากผม รากผมเจริญเร็วเซลล์มีการแบ่งตัวเร็ว และมีเซลล์ที่ตายมาก จึงเกิดการอุดตันของต่อมไขมัน แบคทีเรีย โดยเฉพาะแบคทีเรียที่ชื่อ Propionibacterium acne จะทำให้เกิดการอักเสบของสิว

แล้วอารมณ์เหวี่ยงก่อนมีประจำเดือนหละมันคืออะไร…
…มันก็คือกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน! แล้วกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือนนั้นคืออะไร?

คำตอบก็คือ กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน หรือ Premenstrual Syndrome (PMS) คืออาการทางร่างกายและจิตใจที่เกิดขึ้นกับสตรีวัยเจริญพันธุ์ในช่วงประมาณ 5 – 10 วัน ก่อนมีประจำเดือน และอาการจะดีขึ้นและหายไปหลังจากประจำเดือนมาแล้ว PMS นั้นเป็นกลุ่มอาการทางสูตินรีเวช ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในรอบเดือน อาการมีหลายรูปแบบและระดับความรุนแรงก็ขึ้นอยู่กับผู้หญิงแต่ละคน ซึ่งร้อยละ 95 ของผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์จะมีอาการ PMS อย่างน้อย 1 ใน 8 อาการหลักๆก่อนมีประจำเดือนเหล่านี้คือ

1. อาการทางอารมณ์และจิตใจ เช่นหงุดหงิดง่าย เครียด ซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน
2. ท้องอืด น้ำหนักขึ้น
3. คัดตึงเต้านม
4. มือหรือเท้าบวม
5. ปวด เช่นปวดศรีษะ เป็นตะคริว
6. ขาดสมาธิ
7. นอนไม่หลับ
8. อยากอาหารมากกว่าปกติ

และจากการสำรวจพบว่า ร้อยละ 10 ของสตรีที่มีอาการ PMS จะเข้าข่ายกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือนชนิดรุนแรง หรือ Premenstrual Dysphoric Disorder (PMDD) สตรีกลุ่มดังกล่าวถูกรบกวนจากอาการจนไม่สามารถจะประกอบกิจการงานตามปกติได้ และต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ ในรายที่มีอาการรุนแรง และมีอาการทางประสาท หรือมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปมากจนทำให้อาจเข้าใจผิดว่าเป็นอาการป่วยทางจิต หรือโรคประสาทได้

แล้วมีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยไม่ให้อารมณ์เหวี่ยงและสามารถช่วยลดสิวทำให้ใบหน้าดูสดใสได้….

…ก่อนอื่นก็คงต้องขอบอกก่อนว่าอาการของสิวก็มีส่วนที่เกิดจากการที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนเพศชายที่ชื่อ Androgen เยอะเกินความจำเป็นและในผู้หญิงส่วนมากก็จะมีสิวเพิ่มมากขึ้นใน 1 สัปดาห์ก่อนมีประจำเดือนเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย ส่วนการเกิดอารมณ์เหวี่ยงหรือกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน (PMS) นั้น ก็เกิดจากระดับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายผิดปกติเช่นกัน ฉะนั้น 2 อาการทั้งสิวและอาการก่อนมีประจำเดือนนั้นมีทางแก้ไขที่ควบคู่กันด้วยวิธีการปรับสภาพของฮอร์โมน โดยปัจจุบันมียาคุมกำเนิดที่วางจำหน่ายแล้วในประเทศสหรัฐอเมริกา ชื่อ ยาส ซึ่งได้รับการรับรองโดยองค์การอาหารและยาให้ใช้รักษาอาการก่อนมีรอบเดือนได้ โดยยาสจะไปช่วยปรับสภาพของฮอร์โมนในร่างกายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมซึ่งจะช่วยลดอาการดังกล่าวได้

…คราวนี้เรื่องสิวๆกับอารมณ์เหวี่ยงๆ ก่อนวันนั้นของเดือนก็จะไม่มาให้กวนใจคุณสาวๆอีกต่อไป แต่ทั้งนี้ก็อย่าลืมที่จะปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำในการทานยาที่ถูกต้องด้วยนะค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

เดินให้ถูกวิธีบอกลาแคลอรี่ได้เลย

เดินให้ถูกวิธีบอกลาแคลอรี่ได้เลย

เดินให้ถูกวิธีบอกลาแคลอรี่ได้เลย

เดินให้ถูกวิธีบอกลาแคลอรี่ได้เลย

“อ้วนขึ้นหรือเปล่าจ๊ะ?” คำทักทายนี้ช่างสะเทือนตับไตไส้พุงหนุ่มสาวหลายคนยิ่งนัก อยากจะบอกว่า #ไม่น่ารักเลย ทักกันแบบนี้ อยากตะโกนกู่ร้องให้โลกรู้ว่า ‪#‎อย่าหาว่าพี่สอนเลยนะ‬ อ้วนไม่ใช่คำทักทายย่ะ พอกลับบ้านมาส่องกระจกเห็นแขนขาล่ำสัน พร้อมพุงกะทิน้อย ๆ เซลลูไลท์นิด ๆ ก็ชูสองนิ้วปฏิญาณตนกันทันทีว่า “ฉันจะออกกำลังกายฟิตหุ่น คอยดูนะพวกเธอ ฉันจะผอม” ถ้าลองนับก็ไม่รู้ว่ารอบที่เท่าไรกันแล้วที่พูดแบบนั้น สุดท้ายด้วยหน้าที่การงานเวลาที่จำกัด กลับบ้านมาอย่าว่าแต่จะออกกำลังกายแค่อาบน้ำยังขี้เกียจเลย กลายเป็น “พรุ่งนี้ค่อยลด” วนเวียนตลอด แล้วเมื่อไหร่ฉันจะผอมหุ่นดีมีซิกแพคกับเขาบ้างเนี่ย?
อย่าเพิ่งใจเสียไปค่ะ เราเข้าใจว่าด้วยภาระหน้าที่ของแต่ละคนทำให้ไม่มีเวลาไปออกกำลังกายได้อย่างใจคิด วันนี้เราเลยมีการเบิร์นแคลอรี่ที่ได้ผลดีไม่ต้องใช้เวลามาก แต่เป็นสิ่งที่เราทำในชีวิตประจำวันอยู่แล้วมาแนะนำ นั่นก็คือ “การเดิน” นั่นเอง

รู้หรือเปล่าคะการเดินเพียงวันละ 30 นาที ช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้ประมาณ 120-170 แคลอรี่เชียวนะ แต่ถ้าจะบอกลาแคลอรี่ไม่ใช่ว่าเราจะเดินเฉย ๆ นะ แต่ต้องเดินให้ถูกวิธีด้วยถึงจะได้ผล ไปดูการเดินที่ถูกวิธี บอกลาแคลอรี่กันแบบไม่ยุ่งยากกันเลย
เดินเร็ว
การเดินช้า ๆ หรือเดินทอดน่องไม่สามารถช่วยเบิร์นแคลอรี่ได้มากนัก การเดินที่ได้ผลคือ “ต้องเดินแล้วเหนื่อย” เพราะฉะนั้นเวลาเดินควรเดินเร็ว ๆ ก้าวเท้าถี่ ๆ จะช่วยเผาผลาญแคลอรี่จากกล้ามเนื้อขา และสะโพกได้ นอกจากนี้การเดินเร็ว ๆ ยังเป็นการกระตุ้นการทำงานของร่างกายโดยเฉพาะระบบหัวใจและหลอดเลือดให้ทำงานเพิ่มขึ้น เป็นการฝึกให้หัวใจทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย
แกว่งแขนไปมา
บริเวณใต้รักแร้ของเรามีต่อมน้ำเหลืองอยู่ ดังนั้นการแกว่งแขนจะช่วยให้ต่อมน้ำเหลืองมีการไหลเวียนดีขึ้น ทำให้ขับสารพิษและของเสียออกจากร่างกาย วิธีแกว่งแขนควรแกว่งไปหน้าหลังให้สุดแกว่งมาด้านหน้าให้ผ่อน โดยแกว่งสลับกับขาที่ก้าวออกไปข้างหน้า หากทำถูกวิธีจะช่วยทำให้ลดการสะสมของไขมันที่ใต้ผิวหนังและช่องท้อง แถมการแกว่งแขนไปมายังช่วยบริหารบริเวณหัวไหล่ ทำให้คุณคลายปวดไหล่ปวดบ่าจากการทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นาน ๆ อีกด้วยนะคะ
เดินสลับวิ่ง
บางคนที่สุขภาพแข็งแรงเดินอย่างเดียวอาจจะรู้สึกเหนื่อยไม่พอ การที่ไม่รู้สึกเหนื่อยก็แสดงว่าไม่ได้ผลนะคะ ดังนั้น เราอาจจะเกินสลับวิ่ง เพื่อช่วยเพิ่มการทำงานของหัวใจ เช่น เดิน 40 ก้าว วิ่ง 40 ก้าว แล้วค่อย ๆ ลดจำนวนการเดินเพิ่มจำนวนการวิ่งไปเรื่อย ๆ สำหรับข้อนี้แนะนำให้ทำตอนเย็นดีกว่าตอนเช้า ไม่อย่างนั้นคุณอาจจะเหม็นเหงื่อตัวเองไปทั้งวันแน่ ๆ
เดินขึ้นบันไดแทนลิฟต์
เชื่อไหมว่า การขึ้นบันไดประมาณ 15 นาที จะมีการเผาผลาญพลังงานถึง 150 แคลอรี่ต่อครั้งเลยทีเดียว การขึ้นบันไดเป็นการออกกำลังแบบแอโรบิคช่วยทำให้หัวใจแข็งแรง เสริมสร้างกล้ามเนื้อต้นขา น่องและก้นจะแข็งแรง (แถมกระชับด้วยนะ) รู้แบบนี้แล้ว ถ้าต้องขึ้นไปชั้นอื่นที่ไม่ไกลนัก ก็เปลี่ยนมาเดินขึ้นบันไดให้ติดเป็นนิสัยกันดีกว่าค่ะ ได้ทั้งเบิร์นไขมันได้ทั้งประหยัดพลังงานดีจะตาย
ค่อย ๆ หยุดเมื่อใกล้ถึงที่หมาย
เนื่องจากเราเดินมาเร็ว ๆ จะให้มาหยุดปุ๊บปั๊บ อาจจะทำให้ระบบในร่างกายหยุดทำงานกะทันหันเกินไป กล้ามเนื้อก็อาจจะบาดเจ็บได้ ดังนั้น ก่อนหยุดเดิน ควรมีระยะผ่อนคลาย คือ ค่อย ๆ เดินช้าลงเมื่อใกล้ถึงที่หมาย หรืออาจะใช้การยืดเส้นยืดสายเบา ๆ เหมือนกับการคูลดาวน์หลังออกกำลังกาย เพื่อให้ระบบต่าง ๆในร่างกายค่อย ๆ ปรับตัวลดการทำงานลงสู่สภาวะปกติ การค่อย ๆ หยุดเดินมีความสำคัญมากโดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่มักมีปัญหาการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด

เห็นไหมคะ ไม่ยากเลยที่จะเผาเจ้าไขมันตัวดี แค่ขยับก็เท่ากับออกกำลังกายแล้ว เพียงแต่เราต้องเพิ่มสเต็ปขยับให้ถูกวิธีนิดหนึ่งถึงจะได้ผล ซึ่งข้อที่ควรจำไว้ให้มั่นเลย คือ “ต้องเดินให้เหนื่อยถึงจะได้ผล” และต้องเดินเป็นประจำอย่าได้ขี้เกียจเป็นอันขาด ท่องไว้ค่ะ ฉันจะผอม ๆ ถ้าระยะทางใกล้ ๆ เราควรหันมาพึ่งบริการสองขาของเราแทนพี่วินมอเตอร์ไซค์ เดินไปชมวิวไปเพลินจะตาย ที่นี้ล่ะคำทักทายของคนอื่นเวลาเจอคุณจะต้องเปลี่ยนจาก “อ้วนขึ้นหรือเปล่าจ๊ะ?” เป็น “ผอมลงหรือเปล่า ไปทำอะไรมา?” ส่วนใครที่อยากรู้ทิปง่าย ๆ สร้างสุขภาพดี ๆ อ่านบทความนี้ แล้วโบกมือลาแคลอรี่ได้เลยจ้า

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.krungsri.com

โรคผิวหนังในหน้าร้อน

โรคผิวหนังในหน้าร้อน

โรคผิวหนังในหน้าร้อน

โรคผิวหนังในหน้าร้อน ที่มาพร้อมกับฤดูร้อน และวิธีป้องกันต้อนรับซัมเมอร์
ช่วงหน้าร้อน นอกจากโรคยอดฮิตอย่างโรคระบบทางเดินอาหารแล้ว อากาศที่ร้อนและแดดที่จ้ามาก ๆ

ก็ทำให้ผิวไหม้จากแสงแดด และผิวคล้ำ นอกจากนี้ยังเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิด โรคผิวหนังในหน้าร้อน ชนิดต่าง ๆได้ ในช่วงอากาศร้อนๆ อย่างนี้เรามีเคล็ดลับในการดูแลตัวเองเพื่อป้องกันผิวจากโรคมาแนะนำกันค่ะ

ด้าน ผศ.พญ.เพ็ญวดี พัฒนปรีชากุล ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ โรคผิวหนัง ที่พบได้บ่อยในหน้าร้อนไว้ดังนี้

1. ผดร้อน

ผดร้อนเกิดจากการอุดตันของการหลั่งเหงื่อและการอักเสบบริเวณท่อเหงื่อ โดยจะเกิดเป็นผื่นแดง ตุ่มเล็ก ๆ หรือเป็นตุ่มน้ำใสเม็ด ๆ ที่บริเวณหน้าอก คอ และหลัง จะพบได้บ่อยในเด็กเล็ก ๆ

วิธีดูแลสำหรับคนที่เป็นโรคผดร้อน ให้หลีกเลี่ยงการตากแดดเป็นเวลานาน และหากจำเป็นต้องอยู่กลางแจ้งนาน ๆ ควรใช้ครีมกันแดดทาใบหน้า ลำคอ และผิวบริเวณที่ไม่มีเสื้อผ้าปกคลุม

2.โรคเชื้อราที่ผิวหนัง

มักเกิดในที่ร่มผ้า ซอกพับ บริเวณที่มีการอับชื้น หรือบริเวณง่ามนิ้วเท้าหรือฝ่าเท้าในคนที่ต้องใส่รองเท้าหุ้มส้นหรือรองเท้าบูทเป็นประจำ โดยเชื้อราที่พบได้บ่อย คือ กลาก เกลื้อน ซึ่งมักพบในผู้ที่ใส่เสื้อผ้ารัดจนเกินไป หรือผู้ที่เล่นกีฬาที่มีเหงื่อออกมาแล้วไม่ได้ชำระล้างร่างกายทันที

วิธีดูแลสำหรับคนที่เป็นโรคเชื้อราที่ผิวหนัง ควรอาบน้ำชำระล้างร่างกายให้สะอาดหลังจากเสียเหงื่อมาก ๆ หลีกเลี่ยงการอยู่บริเวณกลางแจ้งเป็นเวลานาน หากอยู่ในที่ร่มควรเลือกใส่เสื้อผ้าโปร่งบาง เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้ดี และหากจำเป็นต้องใส่รองเท้าหุ้มส้นมิดชิด ควรหาโอกาสถอดรองเท้าเพื่อระบายเหงื่อ และนำรองเท้าไปผึ่งแดดเพื่อดับกลิ่นและฆ่าเชื้อโรค

3.โรคผิวหนังจากติดเชื้อแบคทีเรีย

ภาวะติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น เสื้อผ้าที่รัดแน่นทำให้อากาศที่ถ่ายเทไม่สะดวก เหงื่อที่เพิ่มขึ้น และการเกาผิวหนังจากผดและผื่นคันจนผิวหนังบริเวณนั้นถลอก ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อแบคทีเรียจนเกิดโรค ได้แก่ โรครูขุมขนอักเสบ ฝีที่ผิวหนัง โดยเกิดขึ้นตามซอกพับ ขาหนีบ หรือก้น

วิธีดูแลสำหรับคนที่เป็นโรคผิวหนังจากติดเชื้อแบคทีเรีย หากเริ่มมีอาการคัน ควรหาผ้าชุบน้ำเย็นมาเช็ดตัว จะช่วยให้อาการทุเลาลงได้ และไม่สวมใส่เสื้อผ้ารัดรูปจนเกินไป

โรคผิวหนัง
กลิ่นตัวที่เหม็นมีสาเหตุมาจากเหงื่อ
4.กลิ่นตัว

เมื่ออากาศร้อนมาก จนเหงื่อออกมาก ๆ แบคทีเรียที่ผิวหนังจะไปทำปฏิกิริยากับเหงื่อ ทำให้มีกลิ่นตัวมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณจุดอับหรือซอกต่าง ๆ ตามร่างกาย ซึ่งสร้างความรำคาญใจต่อตัวเองและคนรอบข้าง

วิธีดูแลสำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องกลิ่นตัว นอกจากจะพยายามหลีกเลี่ยงกิจกรรมและการอยู่ที่สถานที่ที่ทำให้เหงื่ออกแล้ว ควรจะหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิด เช่น เครื่องเทศ กระเทียม หรือชีส ซึ่งมีส่วนทำให้มีกลิ่นตัวมากขึ้น การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในการลดเหงื่อ ไม่ว่าจะเป็นสเปรย์ โรลออน หรือแป้งเย็น ก็จะช่วยลดการหลั่งเหงื่อ ทำให้กลิ่นตัวลดลงได้

5.โรคผิวหนังอักเสบหรือผื่นคัน

ในหน้าร้อน เหงื่อที่เพิ่มมากขึ้นอาจทำให้เกิดการระคายเคืองผิว และกระตุ้นให้ผื่นผิวหนังอักเสบกำเริบขึ้นได้ รวมทั้งผื่นผิวหนังอักเสบตามซอกพับที่มีการเสียดสีกัน ทำให้มีผื่นคันบริเวณคอและตามข้อพับต่างๆ

วิธีดูแลสำหรับคนที่เป็นโรคผิวหนังอักเสบหรือผื่นคัน จึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดโดยตรง สำหรับผู้ที่ผิวแพ้ง่ายควรดูแลตัวเองเป็นพิเศษด้วยการหลีกเลี่ยงอากาศที่ร้อนจัดและปัจจัยกระตุ้นอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง เช่น ฝุ่น สบู่บางชนิด ซึ่งมักจะซึมเข้าผิวหนังได้มากขึ้นเมื่อมีความชื้นจากเหงื่อ

6.ผิวไหม้แดด

เกิดจากการอยู่ในที่กลางแจ้งมากเกินไปทำให้ผิวบริเวณนั้นลอก ปวดแสบปวดร้อน และดำคล้ำขึ้น แสงแดดสะสม อีกทั้งแสงยูวีจะกระตุ้นให้เซลล์สร้างเม็ดสีทำงานมากขึ้น เกิดฝ้าและกระแดดหรือผิวคล้ำขึ้นในช่วงหน้าร้อน หากใครที่เป็นฝ้าอยู่แล้วอาจเป็นมากขึ้น โดยผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้งเป็นประจำก็จะเริ่มมีฝ้าและกระแดดเกิดขึ้นที่ใบหน้า และยังเป็นตัวการก่อให้เกิดปัญหาริ้วรอยก่อนวัย ตลอดจนมะเร็งผิวหนัง

วิธีดูแลสำหรับคนที่มีปัญหาผิวไหม้แดด หลีกเลี่ยงการอยู่บริเวณกลางแจ้งเป็นเวลานานๆ แต่หากจำเป็นต้องอยู่ที่กลางแจ้งในช่วงที่มีแดดจัด ควรแต่งกายให้มิดชิด ร่วมกับการสวมหมวกปีกกว้าง กางร่ม ตลอดจนสวมแว่นตากันแดด เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากแสงแดดต่อผิวและดวงตาและใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยป้องกันแสงแดดเป็นประจำ

สรุปแล้วเราควรดูแลตัวเองอย่างไร?
โรคผิวหนัง
ปกป้องผิวจากแสงแดดได้ด้วยการทาครีมกันแดด
ในหน้าร้อนสิ่งที่สำคัญ คือ ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่กลางแจ้งหรือตากแดดเป็นเวลานาน หรือถ้ามีความจำเป็นต้องอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน ๆ ควรใช้ครีมกันแดดทาบริเวณใบหน้า ลำคอ และผิวบริเวณที่ไม่มีเสื้อผ้าปกคลุม การทาครีมกันแดดควรทามากกว่าหนึ่งครั้งต่อวัน และควรจะทาก่อนออกแดดประมาณครึ่งชั่วโมง แต่ถ้าต้องอยู่ในที่กลางแจ้งหลาย ๆ ชั่วโมง ก็ควรจะมีการทาครีมกันแดดซ้ำทุก 2-4 ชั่วโมง

ในส่วนของการแต่งกาย เป็นสิ่งที่สำคัญในการช่วยป้องกันแดด ควรใส่เสื้อแขนยาว ใส่หมวกที่มีปีกกว้าง และแว่นตากันแดดเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากแสงแดดต่อผิวและดวงตา ควรใส่เสื้อผ้าที่หลวมหรือโปร่ง หลวมขึ้น เพื่อช่วยให้ระบายความร้อนได้ดี และเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดโรคเชื้อราและการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง และยังช่วยลดเหงื่อด้วย รวมทั้งควรอาบน้ำบ่อยขึ้นในช่วงหน้าร้อน

หากมีอาการผิดปกติของผิวหนังอื่น ๆ นอกจากที่กล่าวมาข้างต้น เช่น มีอาการคันมากหรือ มีแผลอักเสบลุกลาม ควรรีบพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้าน โรคผิวหนัง เพื่อได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและรวดเร็วจะดีที่สุดค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://goodlifeupdate.com

อดมื้อเช้าเสี่ยงความจำเสื่อม

อดมื้อเช้าเสี่ยงความจำเสื่อม

อดมื้อเช้าเสี่ยงความจำเสื่อม

อดมื้อเช้าเสี่ยงความจำเสื่อม อัลไซเมอร์ ถามหาแน่! ถ้าอดมื้อเช้าเป็นประจำ

วันนี้คนทำงานเป็นโรคเรื้อรัง หรือที่อาจารย์สาทิส อินทรกำแหง กูรูต้นตำรับชีวจิต เรียกว่า “โรคไม่ใช่โรค” ซึ่งเกิดจากไลฟ์สไตส์ ได้แก่ การกิน นอน พักผ่อน ทำงาน และออกกำลังกายไม่สมดุล โดยในคนจำนวนนี้ ส่วนใหญ่แล้วไม่ใส่ใจมื้อเช้าซึ่งเป็นมื้อสำคัญ โดยไม่รู้ว่านั่นจะทำให้เขาเสี่ยงต่อการป่วยด้วย โรคอัลไซเมอร์ เพิ่มขึ้น

มีคนทำงานจำนวนไม่น้อยเลยค่ะ ที่ต้องกินอาหารเช้าแบบจัดเต็ม ทั้งข้าวกล้อง ผัก ปลา ผลไม้ เพราะเขาและเธอต่างมีประสบการณ์เหมือนกันว่า การกินขนมปัง (ขาว) และดื่มกาแฟ (หวาน มัน เข้มข้น) แทนมื้อเช้า นอกจากทำให้เกิดอาการวิ้งในช่วงสาย ๆ แล้ว ในระยะยาวคงหนีไม่พ้นป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ชมนาดมีคำตอบมาเล่าสู่กันฟังค่ะ แพทย์หญิงสิรินทร ฉันศิริกาญจน ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้อธิบายไว้ในบทความเรื่อง “อดอาหารเช้าทำร้ายสมอง” สรุปความได้ว่า การส่งเลือดมาเลี้ยงสมองเป็นการส่งเลือดโดยตรงจากหัวใจ แตกต่างจากอวัยวะส่วนอื่น ๆ ๆ ที่จะมีสต๊อกเลือดหล่อเลี้ยงไว้ตลอดเวลา หากเลือดที่ส่งมามีคุณภาพ คือมีระดับน้ำตาลในเลือดพอดี ไม่สูงหรือต่ำมากเกินไป จะช่วยให้การทำงานของสมองมีประสิทธิภาพ

การงดอาหารเช้าหรือกินอาหารไม่มีคุณภาพย่อมทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดน้อยลงหรือเพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้เซลล์สมองบางตัวหยุดทำงาน ดังนั้น คุณภาพของอาหารเช้าจึงมีความสำคัญต่อสุขภาพสมองมากเช่นกัน

อาจารย์สาทิส อินทรกำแหง กูรูต้นตำรับชีวจิต อธิบายได้ว่า “อาหารและเครื่องดื่มต่าง ๆ เป็นตัวเอก สิ่งแวดล้อมเป็นตัวรอง ถ้าได้สองอย่างรวมกัน แรก ๆ ก็คงไม่เป็นอะไรนัก ส่วนมากจะเริ่มที่ระบบหายใจก่อน หายใจฟืดฟาด น้ำมูกไหลประจำ ต่อไปก็ไอ เสมหะเต็มคอ

ปีที่สองปีป่วยเพราะแอมเมิลลอยด์อ่อน ๆ ยังไม่เป็นอะไรนัก สักห้าปีชักกระเสาะกระแสะ พอคลานได้ แต่ 10 ปี ก็แสดงอาการทำท่าจะไม่ไหว ถ้า 80 ปีก็เลยรับประกาศนียบัตรจำตัวเองไม่ได้ ลืมหมดทุกอย่าง นั่นก็คืออัลไซเมอร์

ตกลงอัลไซเมอร์ไม่ใช่มีอาการวันสองวันก็เป็นแล้ว แต่มักจะเริ่มด้วยไม่มีอาการ แล้วก็อาการน้อย จากนั้นก็เริ่มพรวดพราดเป็นมากๆ”

How-to ป้องกัน อัลไซเมอร์ ง่ายนิดดัยว

เห็นไหมคะว่า การป่วยเป็นอัลไซเมอร์อยู่ที่พฤติกรรมทำมา ไม่ได้ปุ๊ปปั๊ปเป็นฉับพลัน และก็สามาถป้องกันได้ด้วยการเริ่มลงมือปฎิบัติเสียตั้งแต่วันนี้ โดยเฉพาะเริ่มที่การกินอาหารเช้าอย่างมีคุณภาพ อาจารย์สาทิสแนะนำวิธีป้องกันไว้ดังนี้ค่ะ

กินอาหารแบบชีวจิต
(มีสูตรอาหารสูตร 1 และ 2) พร้อมกันนั้นให้เน้นกินผักและผลไม้ที่มีโลโคปีน (Lycopene) สารนี้มีอยู่ในผักและผลไม้สีแดง เช่น มะเขือเทศ แครอต แตงโม ส้มโอแดง สารไลโคปีนนี้เป็นสารชนิดเดียวกับแคโรทีนไลโคปีน (Carotene Lycopene) ซึ่งจะช่วยสร้างโฟเลต (Folate) ในเลือด และโฟเลตจะช่วยทำลายโฮโมซิสเตอีน(Homocysteine) ซึ่งเป็นกลุ่มแอมเมิลลอยด์และเป็นตัวซ้ำเติมให้สมองฝ่อเร็วขึ้น

ควรกินผลไม้สดและผักสดให้มากขึ้นด้วย (ล้างให้สะอาด ระวังสารพิษ ยาฆ่าแมลง ยาปราบศัครูพืชในผักและผลไม้)

วิตามินบำรุงสมอง
กินวิตามินซี ขนาด 1,000 มิลลิกรัม 1 เม็ด 2 มื้อ เช้า – เย็น

กินวิตามินกลุ่มบี คือ บี 1 บี 2 บี 6 บี 12 และบีคอมเพล็กซ์ อย่างละ 1 เม็ด วันเว้นวัน (ให้กินแยกอย่างละตัว อย่าใช้วิตามินรวม เพราะโดส (Dose) ของยาไม่พอ)

กินโคเอนไซม์คิวเทน (Coenzyme Q10) ขนาด 100 หรือ 200 มิลลิกรัม ครั้งละ 1 เม็ด วันเว้นวัน

กินใบแปะก๊วย (Ginkgo Biloba) ขนาด 100 – 200 มิลลิกรัม ครั้งละ 1 เม็ด วันเว้นวัน

กินซีลีเนียม (Selenium) 200 ไมโครกรัม 1 เม็ด ทุกวัน

กินแคลเซียม …

สูตรกาแฟเพื่อสุขภาพอร่อยและดีต่อสุขภาพ

สูตรกาแฟเพื่อสุขภาพอร่อยและดีต่อสุขภาพ

สูตรกาแฟเพื่อสุขภาพอร่อยและดีต่อสุขภาพ

สูตรกาแฟเพื่อสุขภาพอร่อยและดีต่อสุขภาพ สาวคนไหนที่จะไม่ตื่นเต็มตาถ้าหากยังไม่ได้ดื่มกาแฟแก้วแรกยกมือขึ้น! มาค่ะสาว ๆ คอกาแฟเรามาเปลี่ยนกาแฟแก้วโปรดธรรมดาให้กลายเป็นเครื่องดื่มปลุกพลังยามเช้า สำหรับการเริ่มวันใหม่ด้วยความสดใสแถมดีต่อสุขถาพกันดีกว่า

เรามี 5 สูตรกาแฟเริ่ดๆที่จะช่วยเปลี่ยนกาแฟดำธรรมดา ๆ ของสาว ๆ ให้กลายเป็นเครื่องดื่มสุดว้าวที่มีอร่อยขึ้น หอมหวนยวนใจขึ้นและที่สำคัญไม่ใช่แค่ช่วยให้สาว ๆ ได้ชาร์จพลังเพื่อเริ่มวันใหม่แต่ยังดีต่อสุขภาพมากขึ้นด้วย สูตรไหนเติมอะไรบ้างมาดูกันเลยกาแฟแก้วเดิมเพิ่มเติมคือ เปลี่ยนจากนมวัวพื้น ๆ เป็นนมมะพร้าวก็ช่วยเปลี่ยนกาแฟของคุณให้เป็นกาแฟเพื่อสุขภาพได้แล้ว ส่วนผสมที่เราต้องใช้ก็ไม่ได้มีอะไรยุ่งยาก แค่กาแฟดำแก้วเดิมที่เราชงดื่มทุกวันนี่แหละแต่เปลี่ยนจากนมไขมันต่ำที่เราดื่ม ๆ กันอยู่มาใช้นมมะพร้าวแทนซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่า เหมาะกับสาว ๆ ที่แพ้นมวัว แถมยังได้ความหอมมันจากไขมันดีตามธรรมชาติจากมะพร้าวด้วย เติมในกาแฟแล้วจะนำนมมะพร้าวไปตีฟองแล้วตักมาโป๊ะบนแก้ว ลิ้มรสชาติกาแฟที่หอม มันลงตัวผ่านฟองนุ่มละมุนก็ช่วยให้สาว ๆ สดชื่น ตื่นเต็มดีแล้วจริงไหมคะ

ประโยชน์เพื่อสุขภาพของสูตรนี้คือช่วยให้สาว ๆ ได้ดื่มน้ำมากขึ้นและช่วยลดการเติมความหวานจากน้ำตาลทราย และวนิลายังช่วยให้รู้สึกสดชื่นและตื่นตัวมากขึ้น

สำหรับสูตรนี้วัตถุดิบที่ต้องการคือ น้ำแข็งประมาณ 1/2 แก้วกาแฟ, นมอัลม่อนด์กลิ่นวนิลารสจืด และกลิ่นวนิลาเอ็กซ์แทรก 1 ช้อนชา รินกาแฟดำใส่แก้วที่เตรียมน้ำแข็งไว้แล้วจากนั้นเติมนมอัลม่อนด์กลิ่นวนิลาลงไปแล้วตามด้วยวนิลาเอ็กซ์แทรค คนให้เข้ากัน เท่านี้ก็พร้อมเสิร์ฟ !

Tumeric หรือขมิ้นมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมายทั้ง เป็นยาต้านจุลชีพลดการอักเสบ ช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อจากการออกกำลังกาย ช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้าและยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย เป็นวัตถุดิบสุดเพอร์เฟ็กที่จะนำมาเติมในกาแฟเพื่อสุขภาพของสาว ๆ

เพื่อช่วยให้รสชาติของกาแฟแก้วนี้กลมกล่อมขึ้น และผงขมิ้นจะละลายได้ดีในไขมันเราจึงต้องใช้นมที่มีไขมันมาเป็นตัวช่วย โจทย์คือกาแฟเพื่อสุขภาพเราจึงต้องใช้นมอัลมอนด์กลิ่นวนิลารสจืด, หญ้าหวาน (แบบเกล็ดหรือแบบผงแล้วแต่ความชอบ) 1-2 ช้อนชา,ผงขมิ้น 1/2 ช้อนชา, ซินนาม่อน 1/2 ช้อนชาและขิงผง 1/4 ช้อนชา

สูตรนี้เหมาะสำหรับสาว ๆ ที่ต้องการรวดเร็วในตอนเช้า เพราะมีคุณค่าทางสารอาหารเพียงพอที่จะกินเป็นอาหารเช้าได้และได้รับความสดชื่นจากคาเฟอีนไปพร้อมกันในเมนูเดียว และช็อกโกแลตก็มีประโยนช์นะ เพราะช่วยเพิ่มพลังการบูสท์สมองและช่วยให้ร่างกายหลังสารเอนดอร์ฟีนส์ทำให้สาว ๆ รู้สึกแฮปปี้ไปตลอดทั้งวัน

สูตรนี้อาจต้องใช้ส่วนผสมมากกว่าสูตรอื่นเล็กน้อย เริ่มต้นด้วยนมอัลมอนด์กลิ่นวนิลารสจืด. น้ำแข็งที่ทำจากนมวนิลารสจืด. อโวคาโด้ 1/4 ผล, อินทผาลัม 5-6 ผล, ผงช็อกโกแลต 2 ช้อนโต๊ะ. กาแฟสกัดเย็น 2 ช้อนโต๊ะ (ใช้กาแฟสำเร็จรูปละลายในน้ำอุณหภูมิห้องก็ได้) ผงกัญชง 2 ช้อนโต๊ะ. เมล็ดเซีย 1 ช้อนโต๊ะและ วนิลาเอ็กซ์แทรค 1/2 ช้อนชา นำส่วนผสมทั้งหมดปั่นรวมกันเพียงเท่านี้ก็จะได้สมูทตี้กาแฟเพื่อสุขภาพไว้ดื่มระหว่างเดินทางไปทำงานแล้ว

ชาเขียวมัชชะช่วยเร่งระบบการเผาผลาญของร่างกายให้ทำงานเพิ่มขึ้น ช่วยให้อารมณ์ดีและช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย ซึ่งก็หมายความว่า ชาเขียวลาเต้เพียงแก้วเดียวก็ให้พลังงานเพียงพอให้สาว ๆ ออกไปล่าฝันกันแล้ว

ชงกินเองที่บ้านง่าย ๆ ไม่ต้องง้อร้านดังเพียงใช้ผงชาเขียว 1 ช้อนโต๊ะ, หญ้าหวานหรือน้ำตาลทรายไม่ฟอกสี 2 ช้อนโต๊ะ,และนมร้อน 3 ช้อนโต๊ะเท่านี้

ว้าว 5 สูตรนี้ก็พอดีกับ 5 วันทำงานให้สาว ๆ เลือกดื่มชาร์จพลังกันทุกเช้าไม่ซ้ำเมนู ไม่ต้องทนดื่มกาแฟธรรมดากันอีกต่อไป แอบกระซิบบอกว่าสูตรไม่ตายตัวนะคะ ใครอยากปรับนิดเพิ่มหน่อยก็ได้เพื่อให้ได้รสชาติที่ถูกใจแต่อย่าลืมว่าต้องดีกับสุขภาพและที่สำคัญต้องดื่มกาแฟในปริมาณที่พอดี ก็จะดีกับสุขภาพมากที่สุด

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.trueplookpanya.com

เทคนิควิธีคลายเคลียดก่อนนอน

เทคนิควิธีคลายเคลียดก่อนนอน

เทคนิควิธีคลายเคลียดก่อนนอน

เทคนิควิธีคลายเคลียดก่อนนอน  เพื่อให้สามารถนอนหลับได้สนิท และคุณภาพการนอนที่ดีก็ย่อมทำให้สุขภาพแข็งแรงดีตามไปด้วย แต่หากมีเรื่องให้เครียด หรือครุ่นคิดจนไม่สบายก่อนนอน อาจทำให้นอนไม่หลับได้ ดังนั้นลองใช้ วิธีต่อไปนี้นะคะ

หากเทคนิคมากมายที่คุณนำมาใช้ไม่สามารถลดความตึงเครียดก่อนนอนลงได้ รับรองว่าจะทำให้คุณหลับสนิทได้ภายใน 5 นาที

-ผ่อนลมหายใจ โดยเริ่มจากหายใจเข้าทางจมูก นับ 1-5 ในใจ จากนั้นปล่อยลมหายใจออกทางปากช้าๆ ในระหว่างนั้นนับ 1-10 ในใจ จะรู้ว่าร่างกายเราผ่อนคลายลงทันทีและนอนหลับอย่างสงบ
-จิบน้ำผึ้งสักครึ่งช้อนชา เพียงห้านาทีหลังจากนั้นน้ำผึ้งจะไปกระตุ้นให้สมองหลั่งสารซีโรโทซึ่งส่งผลให้เรารู้สึกผ่อนคลาย
-ทำมือให้อุ่น เมื่อเราเครียดมือมักจะเย็น การทำมือให้อุ่นจะสามารถลดความตึงเครียดลงได้ ก่อนนอนควรเอามือแช่ในน้ำอุ่นสักครู่ จะทำให้คุณนอนหลับได้ง่ายและสบายขึ้น
-นวดเท้าคลายเครียด กดเบาๆบริเวณรอยต่อของกระดูกนิ้วเท้าข้อที่ 1 และข้อที่ 2 สิบครั้ง
หากนอนไม่หลับ ก่อนปิดไฟนอนทุกคืนลองเอาเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ดูนะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://goodlifeupdate.com

ลบรอยแผลเป็นด้วยวิธีธรรมชาติ

ลบรอยแผลเป็นด้วยวิธีธรรมชาติ

ลบรอยแผลเป็นด้วยวิธีธรรมชาติ

ลบรอยแผลเป็นด้วยวิธีธรรมชาติ

วิธีลบรอยแผลเป็นนูน ด้วยวิธีธรรมชาติ ผิวสวย ปลอดภัย ไร้กังวล แถมยังทำได้เองง่าย ๆ ไม่ยุ่งยาก จะมีวิธีใดบ้างนั้น มาดูวิธีที่เราเอามาฝากกันในวันนี้เลยค่ะ

แผลเป็น เกิดจากกระบวนการซ่อมแซมและรักษาบาดแผลที่อาจเกิดจากอุบัติเหตุ ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลจากการผ่าตัด แผลเจาะหู แผลยุงกัด หรือโรคบางชนิด เช่น สิว อีสุกอีใส โดยร่างกายจะมีการสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนมาทดแทนเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายไป ซึ่งเป็นกระบวนการสมานแผลตามธรรมชาติ และเมื่อแผลหายดีแล้ว มักทิ้งรอยแผลเป็นไว้ให้ดูต่างหน้า ทำเอาเสียภาพลักษณ์ และเสียความมั่นใจไปเลยก็มี ยิ่งบางรายที่ผ่านการผ่าตัด หรือมีแผลขนาดใหญ่ ก็อาจทำให้เกิดแผลเป็นนูนขึ้นได้ง่าย ๆ ซึ่งแผลเป็นนูน แบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ

แผลเป็นนูน (Hypertrophic Scar)

คือ แผลเป็นที่นูนขึ้นหลังเกิดแผลใหม่ ๆ มีลักษณะนูน แดง และคันเล็กน้อย แต่จะไม่ขยายขอบออกจากแผลเก่า ซึ่งแผลเป็นสามารถมีขนาดเล็กลงได้เองโดยธรรมชาติ หรืออาจใช้การนวดเบา ๆ เป็นประจำ จะช่วยให้แผลเป็นยุบเร็วขึ้น

แผลเป็นคีลอยด์ (Keloid)

คือ แผลเป็นที่มีลักษณะนูนเห็นได้ชัดเจนจากผิวหนังปกติ และขยายพื้นที่ออกจากรอยแผลเป็นเดิมจนมีขนาดใหญ่ เกิดจากความผิดปกติของการแบ่งคอลลาเจนในชั้นผิวที่มีมากเกินไป ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ตามกรรมพันธุ์ มักพบจากบาดแผลบริเวณหัวไหล่ ต้นแขน กลางหน้าอก บริเวณหู และบริเวณตอนบนของส่วนหลัง เป็นต้น

วิธีรักษาแผลเป็นนูนมีหลายวิธี แต่บางวิธีก็อาจเหมาะหรือไม่เหมาะกับบางคนได้ ต้องดูตามลักษณะและขนาดของแผลเป็น โดยควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์เพิ่มเติม ซึ่งอาจเริ่มจากการทาครีม ทายาแก้แผลเป็น เช่น ยาสเตียรอยด์ ยาที่มีส่วนประกอบของวิตามินอี หรือวิตามินเอ การใช้แผ่นเจลซิลิโคนปิดลงบนแผลเป็น การฉีดยาด้วยยาสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบและลดคอลลาเจนในชั้นผิวเพื่อให้แผลเป็นยุบตัวลง การฉายรังสีรักษา รวมไปถึงการทำเลเซอร์ และการผ่าตัดแผลเป็นที่นูนใหญ่เพื่อลดขนาดบางส่วนหรือตัดออกไป

การรักษาแผลเป็นนูนบางวิธีอาจมีราคาสูงมาก แต่ถ้าแผลเป็นนูนมีขนาดไม่ใหญ่มาก อาจปล่อยให้แผลเป็นค่อย ๆ จางลงเองตามธรรมชาติ โดยแผลเป็นอาจหดและจางลงได้เองในระดับหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี หรืออาจรักษาโดยใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ ที่สามารถช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวเก่าและสร้างเซลล์ผิวใหม่บริเวณที่เกิดแผลเป็นได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งวันนี้กระปุกดอทคอมก็ได้นำ 8 วิธีลบรอยแผลเป็นนูน ด้วยวิธีธรรมชาติมาฝากสาว ๆ ทุกคนแล้ว ดังนี้ค่ะ

1. ว่านหางจระเข้

อีกหนึ่งสุดยอดสมุนไพรพื้นบ้านที่มีประสิทธิภาพในการช่วยลบรอยแผลเป็นได้อย่างดี โดยเฉพาะแผลเป็นที่เพิ่งเกิดใหม่ ว่านหางจระเข้จะช่วยฟื้นฟูบาดแผล ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ทั้งยังช่วยลดอาการแสบร้อน และอาการคัน วิธีใช้เพียงนำวุ้นจากว่านหางจระเข้มาทาบริเวณแผลเป็น ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งเพื่อให้ตัวยาซึมซาบลงสู่ผิว สามารถทำซ้ำได้วันละหลาย ๆ ครั้ง จะรู้สึกได้ว่าแผลเป็นนูนนิ่มขึ้น มีขนาดเล็กและจางลง

2. น้ำมะนาว

น้ำมะนาวมีคุณสมบัติช่วยทำให้แผลเป็นนูนอ่อนนุ่มลง เพราะในน้ำมะนาวอุดมไปด้วยวิตามินซี ที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลบรอยแผลเป็นต่าง ๆ ได้ดี ทั้งนี้น้ำมะนาวยังช่วยฟื้นฟูและรักษาบาดแผลได้อีกด้วย วิธีใช้เพียงคั้นน้ำมะนาวจำนวนหนึ่งแล้วนำไปทาบริเวณแผลเป็น ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำอุ่น เช็ดให้แห้งแล้วทามอยส์เจอไรเซอร์บำรุงเพิ่มความชุ่มชื้น ทำเป็นประจำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ต่อเนื่องเป็นเวลา 1 เดือน จะช่วยให้แผลเป็นนูนค่อย ๆ ดีขึ้นค่ะ

3. แอปเปิลไซเดอร์

น้ำส้มสายชูหมัก หรือแอปเปิลไซเดอร์ มีคุณสมบัติที่ช่วยลดเลือนรอยแผลเป็นนูนได้ดี โดยช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่า เผยผิวใหม่ที่ดีขึ้นและนุ่มขึ้น เพียงนำสำลีจุ่มลงในน้ำส้มสายชู หรืออาจผสมกับน้ำเปล่าก่อนสักเล็กน้อย จากนั้นนำไปทาบริเวณรอยแผลเป็น ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาทีและล้างออก ทาซ้ำประมาณวันละ 3-4 ครั้ง ต่อเนื่องประมาณ 2 สัปดาห์ จะรู้สึกว่าแผลเป็นนูนนุ่มขึ้นและค่อย ๆ เล็กลงค่ะ

4. กระเทียม

กระเทียมมีคุณสมบัติช่วยป้องกันเชื้อรา ฆ่าเชื้อโรค ช่วยต้านการอักเสบของบาดแผล อีกทั้งยังช่วยลดขนาดของแผลเป็นนูนได้อย่างดี เพียงนำกระเทียมมาบดให้ละเอียดแล้วนำไปพอกบริเวณแผลเป็น ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น เช็ดผิวให้แห้งแล้วทามอยส์เจอไรเซอร์บำรุง ทำเป็นประจำอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง ต่อเนื่องเป็นเวลา 1 เดือน จะช่วยให้แผลเป็นนูนดูเล็กและจางลงค่ะ

5. หอมหัวใหญ่

หัวหอมนิยมนำมาใช้เป็นสารสกัดในการลดรอยแผลเป็นมากที่สุด ทั้งนี้เพราะในหัวหอมมีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีคุณสมบัติในการสร้างเนื้อเยื่อ ทั้งยังช่วยต้านการอักเสบของแผล และช่วยลดรอยแผลเป็นให้จางลงได้ เพียงหั่นหัวหอมเป็นแผ่น ๆ จากนั้นนำไปใส่ในผ้าขาวบางแล้วบดให้ละเอียดจนได้น้ำหอมหัวใหญ่ออกมา แล้วจึงใช้สำลีชุบน้ำหัวหอมแต้มไปที่แผลเป็น ทิ้งไว้จนแห้ง แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น สามารถทำซ้ำได้วันละ 3-4 ครั้งต่อเนื่องเป็นเวลา 1 เดือน หรือจนกว่าแผลเป็นนูนจะค่อย ๆ ดีขึ้น

6. น้ำผึ้ง…

ตัวช่วยผมมันในวันขี้เกียจ

ตัวช่วยผมมันในวันขี้เกียจ

ตัวช่วยผมมันในวันขี้เกียจ

 

ตัวช่วยผมมันในวันขี้เกียจ     แก้ผมมันอย่างเร่งด่วน เคล็ดไม่ลับ 3 วิธีผมสลวยแบบไม่ต้องสระ
นัดหนุ่มๆ หรือมีงานด่วน คุณผู้หญิงอย่างเราๆ จะเสียเวลาสระผมก็กินเวลานาน  เปลี่ยนความขี้เกียจเป็นความสวยแบบที่ใครบอกกัน ว่าได้ผลไหม

1. รวบผม ทัดผมเลยค่า (แนะนำให้เอากระดาษซับมันซับหนังศีรษะก่อน เพื่อคลายความมัน) เป็นวิธีแก้ที่ง่ายและไม่เสียเงิน นอกจากนี้ ยังเอาแฟชั่นทรงผมที่แล้วแต่จะครีเอตเข้าไปบวกตามสไตล์ได้อีกด้วย ส่วนแอคเซสซอรีก็สามารถเพิ่มได้ นอกจากไม่สระ ผมก็ยังเก๋ได้ ผู้ชายคุณไม่รู้หรอก

2. ใช้แป้งโรย วิธีนี้เป็นวิธีที่คนชอบลักไก่ชอบทำ เพราะแป้งจะทำให้ความมันบนเส้นผมเบาบางลง แต่ไม่แนะนำให้โรยมากๆ ตรงที่หนังศีรษะ ให้โรยที่มือแล้วก็ค่อยๆ ทาให้ทั่วดีกว่า หรือถ้ามีดรายแชมพูฉีด ก็สามารถทำให้ความมันของเส้นผมลดลงได้ เห็นไหมไม่ต้องสระก็สวย

3. ใส่หมวกเลยดีกว่า อันนี้เป็นแฟชั่นที่รู้อยู่แล้ว ซึ่งง่ายกว่า ปัจจุบันก็มีหมวกเก๋ๆ มากมาย อย่างที่บอกความขี้เกียจก็ทำให้กลายเป็นแฟชั่นได้เหมือนกัน

นอกจากนี้ วิธีเหล่านี้ยังสามารถแก้ผมมันระหว่างวันอย่างเร่งด่วนได้อีกด้วย.

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.thairath.co.th