เดือน: ตุลาคม 2018

เคล็ดลับเปลี่ยนลุค ให้สวยขึ้นจาก มะนาว เจ้าสาววิวาห์ล่ม

เคล็ดลับเปลี่ยนลุค ฟ้าหลังฝนย่อมสดใสเสมอ ดังเช่นกับกรณี ภาคิน เจ้าบ่าวหนุ่มอายุ 18 ปี หนีงานแต่งงาน ปล่อยให้ มะนาว จุทาทิพย์ วัย 26 ปี ต้องขึ้นเวทีขอโทษแขกที่มาร่วมงานแต่งงานเพียงลำพัง

เคล็ดลับเปลี่ยนลุค ตอนนี้ถ้าใครได้เห็น มะนาว ลุคใหม่สวยจำแทบไม่ได้เลยว่าคือคนๆ เดียวกัน ทั้งรูปร่างที่ผอมลงไปจากไซส์ XL กลายเป็นไซส์ S หุ่นเป๊ะ ผิวใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เคล็ดลับเปลี่ยนลุค

ผิวสวย ขาวเนียน มีสูตรขัดผิวบ้างมั้ย

“เน้นเรื่องการล้างหน้า ถ้าล้างไม่เกลี้ยงสิวจะขึ้นทันที เพราะเราแต่งหน้าหนัก แต่งหน้าทุกวัน เราถึงต้องล้างหน้าให้สะอาด และจะมาสก์หน้าทุกวัน ใช้ทาครีมบำรุงที่เป็นหัวเชื้อเข้มข้น นอกจากนี้จะมีทำโปรแกรมหน้าใส IPL ใช้เลเซอร์ยิงที่หน้า ส่วนผิวตัวพอเราตัวเล็ก น่ำหนักลง ก็จะมีเรื่องผิวแตกบ้าง เราก็เลยเน้นเรื่องการทาครีมบำรุง ทำสครับบ่อยขึ้นค่ะ”

มีวิธีลดความอ้วนอย่างไร ถึงไหนหายไป 10 กว่ากิโล

“ใช่ค่ะ น้ำหนักลดลงจากเดิม 63 ลดลงไปเหลือ 52 ลดลงไป 11 กิโล จากเอว 30 ลดเหลือ 24 นิ้ว เปลี่ยนไซส์จาก L เป็น M หรือบางตัวเป็นไซส์ S ไปเลย วิธีที่มะนาวทำก็จะออกกำลังกายเข้าฟิตเนสอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ครั้งละ 1-2 ชั่วโมง และก็มีการกินยาลดน้ำหนักด้วย”

เมนูลดความอ้วนที่อยากแนะนำ

“ตอนเย็นจะทานสลัดผัก แล้วก็นมค่ะ”

ยุคนี้การศัลยกรรมเปิดกว้าง มะนาวคิดอยากจะศัลยกรรมอะไรบ้าง หรือได้ทำอะไรมาบ้างมั้ย

“ที่ผ่านมาเคยศัลยกรรมจมูก เมื่อ 3 ปีที่แล้ว แต่ที่กำลังจะทำจะเป็น คาง คิดว่าจะทำต้นเดือนพฤศจิกายน ที่ทำเพราะตอนนี้หน้าเราเล็กลงแล้ว แต่ยังเป็นคนที่เป็นโครงหน้ากลม แก้มหายไปแล้ว แต่อยากต่อคาง จากภาพบางรูปก็จะมีการรีทัชบ้าง เราอยากได้ภาพจริงๆ ที่ไม่ต้องรีทัช”

ตอนนี้คิดจะเข้าวงการบันเทิงบ้างมั้ย

“ไม่ค่ะ พูดตรงๆ เลยว่าตอนนี้มีทีวีติดต่อมาหลายช่อง แต่แคนเซิลหมดเลยค่ะ เพราะเราอยากจะให้คนรู้จักจากผลงานไม่ใช่กระแส การที่ไปออกทีวีมันจะมีทั้งด้านบวกด้านลบ การที่เราเห็นคนติดตามในเฟซบุ๊กมากขึ้นๆ คนที่เขาเข้ามาสนใจเราเอง ขอไต่จากตรงนี้ไปดีกว่า จากเฟซบุ๊กที่มีคนติดตามแค่ไม่กี่พัน แต่ทุกวันนี้เฉลี่ยมีคนติดตามวันละ 1500-2000 ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปจากตรงนี้ดีกว่า”

ความรักเป็นยังไงบ้าง มีคนคุยด้วยหรือยัง

“มีคนทักมาเยอะมาก แต่ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เราไม่เปิดใจ ไม่ใช่ว่าจะไม่ใช่แฟนตลอดไป แต่ตอนนี้คดียังไม่จบ เราเลยโฟกัสทุกอย่างไปที่พ่อแม่”

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหาก “ไต” ผิดปกติการรับประทานอาหารจำเป็นต้องระวัง

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหาก มีอาการ ไตผิดปกติ การรับประทานอาหารนั้นจะมีสิ่งต่างๆ มากมายที่จำเป็นต้องระวัง บทความนี้จะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เกี่ยวกับการวางแผนในการรับประทานอาหาร สำหรับผู้ที่มีอาการไตผิดปกติ

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหาก มีอาการ ไตผิดปกติ การรับประทานอาหารนั้นจะมีสิ่งต่างๆ มากมายที่จำเป็นต้องระวัง บทความนี้จะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหาก

แคลอรี่
ขึ้นอยู่กับสุขภาพของคุณ และระดับความรุนแรงของความผิดปกติของไต แพทย์หรือผู้ดูแลสุขภาพ ก็จะมีแผนโดยเฉพาะที่แสดงให้เห็นว่า คุณสามารถบริโภคแคลอรี่ได้เท่าไหร่ในแต่ละวัน หรือแต่ละสัปดาห์ ทำตามแผนอย่างเคร่งครัด เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับคุณ

โปรตีน
แม้ว่าโปรตีนนั้นจะดีต่อเล็บ เส้นผม และสุขภาพของคุณ แต่การบริโภคในปริมาณที่มากเกินไป สำหรับผู้ที่มีอาการไตผิดปกติ สามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ปรึกษากับนักโภชนาการ เพื่อหาปริมาณโปรตีนที่ควรได้รับอย่างเหมาะสม

อาหารที่มีโปรตีนต่ำ: ผัก ผลไม้ พาสต้า ข้าว และขนมปัง

อาหารที่มีโปรตีนสูง: ได้แก่ ไข่ ปลา เนื้อแดง และสัตว์ปีก

คาร์โบไฮเดรต
คุณอาจจะจำเป็นต้องจำกัดปริมาณการบริโภคคาร์โบไฮเดรต เนื่องจากคาร์โบไฮเดรตบางชนิด มีปริมาณของฟอสฟอรัสหรือโพแทสเซียมในระดับสูง ซึ่งอาจทำให้อาการของคุณแย่ลงได้ และหากคุณเป็นโรคเบาหวาน อาหารที่คุณรับประทาน ควรมีปริมาณของคาร์โบไฮเดรตแค่เท่าที่เพียงพอต่อความต้องการ

ไขมัน
ไขมันมีอยู่สองประเภท นั่นก็คือไขมัน “ดี” และ “เลว” ไขมันที่ดีต่อสุขภาพหรือไขมันดีนั้น เป็นไขมันไม่อิ่มตัว อาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันดีได้แก่ น้ำมันข้าวโพด น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันถั่วลิสง ไขมันไม่อิ่มตัวสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้ ในบางกรณีที่คุณต้องการจะเพิ่มน้ำหนัก ควรรับประทานอาหารที่มีไขมันดีมากขึ้น ในทางกลับกัน หากคุณต้องการควบคุมอาหาร คุณควรจำกัดปริมาณไขมันไม่อิ่มตัว ในทำนองเดียวกันกับอาหารประเภทอื่นๆ กุญแจสำคัญคือการรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ เนื่องจากปริมาณไขมันที่ดีต่อสุขภาพมากเกินไปก็สามารถทำให้เกิดปัญหาได้ ในทางตรงกันข้าม ไขมันเลวหรือที่รู้จักกันว่าไขมันอิ่มตัว สามารถเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลของคุณ เช่นเดียวกับเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ อาหารที่มีไขมันเลว ได้แก่ น้ำมันหมู เนยเนยขาว และเนื้อ โดยเฉพาะที่แปรรูปแล้ว

โซเดียม
โซเดียมหรือที่รู้จักกันว่า เกลือ เป็นแร่ธาตุที่สามารถพบได้ในอาหารเกือบทุกชนิด การบริโภคเกลือมากเกินไปจะทำให้คุณรู้สึกกระหาย และสามารถทำให้เกิดอาการบวม และเพิ่มความดันโลหิตได้ เป็นผลให้ไตของคุณอาจต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อกำจัดเกลือทั้งหมดที่คุณรับประทาน เพื่อไตและหัวใจของคุณ ควรจำกัดปริมาณโซเดียมที่คุณรับประทาน

โปรดจำไว้ว่าข้อมูลข้างต้นนี้ เพื่อการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพของตัวคุณเอง แต่อย่างไรก็ตาม หากคุณมีข้อสงสัยหรือกังวลใจใดๆ เกี่ยวกับอาหารที่คุณต้องหลีกเลี่ยง ทางที่ดีที่สุดควรปรึกษากับแพทย์ นักโภชนาการ หรือผู้ดูแลสุขภาพของคุณสำหรับคำตอบ คำแนะนำและแนวทางเพิ่มเติม

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

แกงเลียง อาหารพื้นบ้าน ประโยชน์เกินคุ้มให้ผู้หญิงเพิ่งคลอดทานแกงเลียง

แกงเลียง เคยได้ยินว่า “ให้ผู้หญิงเพิ่งคลอดทานแกงเลียง จะได้มีน้ำนมให้เจ้าตัวน้อย” ไหมคะ นี่แค่ประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ของ “แกงเลียง” อาหารไทยพื้นบ้านที่อยู่คู่คนไทยมานานแสนนานเท่านั้น

แกงเลียง หากดูที่ส่วนผสมอันมากมาย จะรู้เลยว่าแกงเลียงมีประโยชน์มากกว่าอาหารเร่งน้ำนมให้คุณแม่เยอะเลยล่ะ ว่าแล้วก็มาดูกันเลยดีกว่า แกงเลียง อาหารพื้นบ้าน ประโยชน์เกินคุ้ม

แกงเลียง

1. บวบเหลี่ยม

บวบช่วยบำรุงให้หัวใจแข็งแรง แก้ร้อนใน มีสรรพคุณเป็นยาระบาย ลดไข้ ขับเสมหะ และยังช่วยขับปัสสาวะอีกด้วย

2. ตำลึง

แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ลดไข้ บำรุงสายตา มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยซ่อมแซม และสร้างเนื้อเยื่อในร่างกาย ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งในกระเพาะอาหาร ป้องกันโลหิตจาง เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต และป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจแข็ง ตีบ หรือตัน

3. ใบแมงลัก

แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยดับกลิ่นคาวในอาหาร มีธาตุเหล็กสูง ช่วยบำรุงเลือด บำรุงผิวหนัง สายตา ลดอาการท้องผูก ป้องกันโรคกระเพาะอาหาร และลดอาการลำไส้อักเสบ

4. ฟักทอง

ช่วยบำรุงสายตา มีเบต้าแคโรทีน และสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยบำรุงผิวพรรณ และต่อต้านมะเร็ง สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ลดน้ำตาลในเลือด ป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหัวใจ และโรคนิ่ว

5. เห็ดฟาง

ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แก้ร่างกาย มีวิตามินซีที่ช่วยป้องกันโรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ ลักปิดลักเปิด ลดอาการบวมของเหงือก บรรเทาอาการช้ำใน ปอดบวม และบำรุงตับให้แข็งแรง

6. พริกไทย

ช่วยย่อยอาหาร ขับลม ขับเหงื่อ มีเบต้าแคโรทีน ช่วยบำรุงสายตา และมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดโอกาสในการเป็นมะเร็ง

7. หอมแดง

ช่วยขับเสมหะ ป้องกันหวัด บำรุงหัวใจ บำรุงสมองให้มีความจำที่ดีขึ้น มีสารต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง และโรคหัวใจ ทำให้โลหิตไหลเวียนดีขึ้น และแก้อาการท้องเสีย ท้องอืด ท้องเฟ้อ

เห็นไหม นี่แค่แกงเลียงชามเดียวยังมีประโยชน์มากมายขนาดนี้ วันนี้รีบทำแกงเลียงทานกันเลยนะคะ เด็กทานได้ ผู้ใหญ่ทานดีแน่นอน

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

4 เคล็ดลับ “ลดน้ำหนัก” ให้ได้ผลในระยะยาวมักมาจากการที่เราพยายามลดน้ำหนัก

4 เคล็ดลับ อาการ “โยโย่” มักมาจากการที่เราพยายามลดน้ำหนัก ลดความอ้วนด้วยการทานยาลดความอ้วน เมื่อตัวยาช่วยให้ร่างกายผ่ายผอมลงไปได้ฮวบฮาบอย่างใจแล้ว เมื่อไรก็ตามที่เรากลับมาทานอาหารตามปกติ ก็จะเกิดอาการ “น้ำหนักเด้ง” กลับมาเท่าเดิม

4 เคล็ดลับ แม้ว่าหลายคนอาจจะไม่ได้ใช้วิธีทานยาในการลดความอ้วน แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่กังวลว่าหากลดน้ำหนักลงไปในจุดที่ต้องการแล้ว ทำอย่างไรจะไม่กลับมาอ้วนอีกจึงมีเคล็ดลับง่ายๆ มาฝากกัน 4 เคล็ดลับ “ลดน้ำหนัก” ให้ได้ผลในระยะยาว

4 เคล็ดลับ
1. ทานผักให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เราไม่ได้บอกให้คุณทานแต่ผักอย่างเดียว คุณยังสามารถทานเนื้อสัตว์ และอาหารอื่นๆ ได้ตามปกติ แต่ถ้าหากคุณยังคงนิสัยการทานผักเป็นประจำเอาไว้ได้อยู่ล่ะก็ การที่จะทำให้คุณน้ำหนักขึ้นก็ดูจะเป็นเรื่องที่ยากขึ้น นอกจากการทานผักจะทำให้เราอิ่มจนทานอาหารอื่นน้อยลงแล้ว ใยอาหารในผักยังคอยช่วยเหลือเรื่องคอเลสเตอรอลในเลือด ลดไขมันที่อุดตันตามหลอดเลือด และยังคอยช่วยให้การทำงานของระบบขับถ่ายเป็นไปได้ด้วยดีอยู่เรื่อยๆ อีกด้วย เพราะฉะนั้นแม้ว่าจะหยุดลดน้ำหนักแล้ว แต่ก็ก็ควรทานผักอย่างต่อเนื่อง

2. หมั่นทานอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารสูง ลดการทานอาหารไร้ประโยชน์ให้น้อยที่สุด

หลายคนอาจไม่ทราบว่าอาหารที่ทำให้เราอ้วนขึ้น ส่วนใหญ่เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางสารอาหารต่ำทั้งสิ้น เช่น อาหารน้ำตาลสูง อาหารไขมันสูง ขนมขบเคี้ยวที่มีแต่แป้ง น้ำตาล และโซเดียม รวมไปถึงเบเกอรี่ที่ใช้ไขมันทรานส์เป็นส่วนผสมในการทำ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มี่คุณค่าทางสารอาหารน้อยเหล่านั้น มาทานอาหารที่คุณค่าทางสารอาหารที่สูงขึ้นอย่างธัญพืชต่างๆ ผักผลไม้ เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ จะดีกว่า

 

3. ทำอาหารทานเองที่บ้าน

ไม่มีอาหารเมนูไหนจะดีต่อสุขภาพไปกว่าอาหารที่ทำเองที่บ้าน นอกจากเราจะสามารถทำเมนูอาหารที่ดีต่อสุขภาพได้ด้วยตัวเองตั้งแต่วิธีการเลือกวัตถุดิบ การล้างทำความสะอาดส่วนผสม เครื่องครัวต่างๆ รวมไปถึงการปรุงรสอาหารที่เราสามารถควบคุมได้ด้วยตัวเอง 100% แล้ว การทำอาหารทานเองยังเป็นการสร้างวินัยให้กับตัวเองได้รู้ว่าในแต่ละมื้อของแต่ละวันเราทานอะไรไปบ้าง แล้วในมื้อถัดไปเราควรทานอะไรเพื่อให้เราได้รับสารอาหารที่หลากหลายไม่จำเจ แม้ว่าเราอาจจะไม่สามารถทำอาหารทานเองได้ทุกมื้อ แต่อย่างน้อยเริ่มหัดทำอาหารทานเองเป็นบางมื้อก็นับว่าเป็นก้าวแรกที่ดีแล้ว

4. หลีกเลี่ยงการทานแป้ง และน้ำตาลขัดสี

ไม่มีทางที่เราจะหลีกเลี่ยงการทานแป้ง และน้ำตาลในทุกๆ มื้อ แม้ว่าเราจะทราบว่าสองสิ่งนี้เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เข็มบนตราชั่งปัดไปทางขวาอยู่เรื่อยๆ แต่หากเราจะทานแป้ง และน้ำตาลบ้างเป็นบางครั้งบางคราว เราก็ควรเลือกทานแป้ง และน้ำตาลที่ไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง น้ำตาลทรายแดง เป็นต้น นอกจากจะได้คุณค่าทางสารอาหารเพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังช่วยเพิ่มใยอาหารให้ระบบการขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการทานไขมันทรานส์ต่อไปเรื่อยๆ เพราะไขมันทรานส์ไม่เคยให้ประโยชน์ใดๆ กับร่างกาย นอกจากโทษที่จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ และหลอดเลือด โรคอ้วน เบาหวาน และโรคอื่นๆ นอกจากนี้ควรหัดให้มีนิสัยในการเลิกปรุงรสจัดในอาหารทุกเมนู ลองลดการปรุงรส ลดการทานซอส หรือน้ำจิ้มลง จะช่วยถนอมไตของเราให้ทำงานน้อยลงได้อีกด้วย เราจะได้มีหุ่นสวยจากการลดความอ้วนได้สำเร็จ แล้วยังมีอวัยวะภายในที่ยังทำงานได้ดี ไม่กลับไปโยโย่หรือกลับไปอ้วนอีกง่ายๆ แน่นอน

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

7 ปัจจัยเสี่ยงก่อ “มะเร็งผิวหนัง” โดยไม่รู้ตัว“ทาครีมกันแดดกันเถอะ”

7 ปัจจัยเสี่ยงก่อ “มะเร็งผิวหนัง” ฮิวจ์ แจ็คแมน นักแสดงฮอลลีวูดที่ได้รับบทนำในภาพยนตร์ตระกูลมาร์เวลอย่าง “โลแกน” หรือ “วูฟเวอรีน” เข้ารับการรักษาโรคมะเร็งผิวหนังบริเวณจมูก

7 ปัจจัยเสี่ยงก่อ “มะเร็งผิวหนัง”  เข้ารับการรักษาโรคมะเร็งผิวหนังบริเวณจมูก เขาโพสภาพของตัวเองพร้อมกับคำเตือนสั้นๆ ว่า “ทาครีมกันแดดกันเถอะ” นั่นหมายความว่า มะเร็งผิวหนังมีสาเหตุมาจากแดงแดดได้

มะเร็งผิวหนัง มีสาเหตุมาจากอะไร?
มะเร็งผิวหนัง เป็นเนื้อร้ายที่เกิดขึ้นบนผิวหนัง และเยื่อบุ ที่เกิดขึ้นจากเซลล์ผิวหนัง และเยื่อบุมีการเจริญเติบโต และแบ่งตัวอย่างผิดปกติ

7 ปัจจัยเสี่ยงก่อ

โรคผิวหนังแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ

– มะเร็งผิวหนังชนิดเบเซลเซลล์ (Basal cell carcinoma) เกิดขึ้นบริเวณชั้นผิวหนังในส่วนบนๆ จะมีความรุนแรง และอันตรายน้อยที่สุด

– มะเร็งผิวหนังชนิดสเควมัสเซลล์ (Squamous cell carcinoma) มีความคล้ายคลึงกับชนิดแรก แต่จะกระจายตัวได้เร็วกว่า และเกิดบนชั้นผิวหนังที่ลึกกว่า สามารถคลำเจอเป็นก้อนแข็งๆ อยู่ที่ชั้นผิวหนังด้านล่าง

– มะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา (Malignant melanoma) เป็นมะเร็งที่เกิดขึ้นที่เซลล์เม็ดสีผิว หรือเมลานิน พบได้ไม่บ่อยนัก แต่มีความรุนแรง เพราะสามารถกระจายเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว

ปัจจัยเสี่ยงโรคมะเร็งผิวหนัง
ไม่ใช้ครีมกันแดด เพราะรังสีอัลตร้าไวโอเลต หรือรังสียูวี ชนิด UVA และ UVB มีความเสี่ยงสูงที่จะก่อให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนัง

ทำงาน หรือทำกิจกรรมกลางแจ้งตลอดเวลา

ชอบนอนอาบแดด เพื่อให้ได้ผิวสีแทน

สมาชิกในครอบครัวมีประวัติโรคมะเร็งผิวหนัง

ผู้ที่มีเชื้อชาติตะวันตก ที่มีลักษณะผิวขาว ผมบลอนด์ อาจมีเม็ดสีผิวน้อย ความสามารถในการป้องกันเซลล์ผิวหนังจากแสงอัลตร้าไวโอเลตได้น้อยกว่าคนที่มีผิวสีเข้ม

อยู่ในภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น เป็นผู้ป่วยติดเชื้อ HIV หรือกำลังรับยากดภูมิต้านทาน

เป็นผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษาด้วยวิธีการฉายรังสี

โรคมะเร็งผิวหนัง มีอาการอย่างไร?
โรคมะเร็งผิวหนังอาจเริ่มจากบริเวณที่เป็นไฝ โดยสามารถสังเกตได้ว่า ไฝมีผื่น หรือก้อนโตขึ้นหรือไม่ หรือมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของสี ขนาด ลักษณะขอบไฝที่ไม่เรียบ แตกเป็นแผล หรือมีเลือดออกหรือไม่

นอกจากบริเวณไฝแล้ว บริเวณผิวหนังปกติอาจมีแผล หรือผื่นที่เรื้อรังรักษาไม่หาย และเป็นแผลโดยไม่ทราบสาเหตุ

โรคมะเร็งผิวหนัง ป้องกันอย่างไร?
วิธีป้องกันมะเร็งผิวหนัง ทำได้ง่ายๆ เพียงใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15 ขึ้นไป และทาซ้ำทุกๆ 15-30 นาที เมื่อต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานานๆ นอกจากนี้ควรหมั่นสังเกตผิวหนังของตัวเองว่ามีความผิดปกติหรือไม่ หากพบความผิดปกติของผิวหนังในระยะแรกๆ ก็สามารถรักษาให้หายขาดได้ง่ายขึ้นเช่นเดียวกัน

ในสภาพอากาศที่ร้อนจัด แดดแรงจัดแบบบ้านเรา มีโอกาสที่จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งผิวหนังได้เหมือนกันนะคะ โดยเฉพาะคนผิวขาว หรือผู้ที่มีเชื้อสายจีน เซลล์ผิวหนังอาจป้องกันรังสีไวโอเล็ตได้น้อยกว่าคนทั่วไป ดังนั้นครีมกันแดดเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก อย่าลืมทาทั้งใบหน้า และลำตัวก่อนออกจากบ้านนะคะ

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

12 วิธีลดน้ำหนัก แบบไม่เน้นออกกำลังกาย 14 กิโลใน 28 วัน

12 วิธีลดน้ำหนัก อยากผอมต้องออกกำลังกาย นอนเฉยๆ ก็ไม่ผอมหรอก!!! ได้ยินกันบ่อยเลยเนอะ สำหรับวิธีการลดความอ้วนแบบนี้ แต่แหม ก็คนมันเวลาน้อยนี่นา จะให้ออกกำลังกาย แต่ว่าเราไม่มีเวลาเลย

12 วิธีลดน้ำหนัก อยากผอมต้องออกกำลังกาย นอนเฉยๆ ก็ไม่ผอมหรอก!!! ได้ยินกันบ่อยเลยเนอะ สำหรับวิธีการลดความอ้วนแบบนี้ แต่แหม ก็คนมันเวลาน้อยนี่นา จะให้ออกกำลังกาย แต่ว่าเราไม่มีเวลาเลย แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะค่ะ เอาล่ะ ขอบอกว่าไม่ต้องเครียดค่ะ เพราะเราได้ไปเสาะหาวิธีลดความอ้วนแบบไม่เน้นออกกำลังกาย จะทำอย่างไรนั้น มาดูกันค่ะ

12 วิธีลดน้ำหนัก

1. ลดปริมาณอาหารที่กิน

 

การควบคุมปริมาณอาหาร เป็นสิ่งสำคัญมากในการลดความอ้วนแบบไม่เน้นออกกำลังกาย เพราะคุณจะต้องนับแคลอรี่อย่างเข้มงวดนั่นเองค่ะ บางคนอดอาหารก็จริง แต่อดแค่มื้อเช้า ส่วนมื้อกลางวันเผลอไปทานสปาเก็ตตี้แบบนี้ก็ไม่เวิร์คนะคะ และที่สำคัญไม่ควรอดอาหารจนรู้สึกหิว เพลีย ง่วงนอน เพราะว่าเวลาที่เราทานเราจะทานในปริมาณที่มากเกินไปนั่นเองค่ะ รู้แบบนี้แล้วก็เห็นทีจะต้องทานแบบพอดีๆ เนอะ

2. บันทึกสิ่งที่เรากิน

 

บางคนอาจจะคิดว่าการจดบันทึกสิ่งที่เราทานไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ขอบอกว่าคุณคิดผิดมหันต์เลยค่ะ การจดบันทึกอาหารที่กินจะทำให้เรารู้ตัวเองว่าในแต่ละวันเราได้เผลอทานอะไรที่เราไม่สมควรทานหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่นหากว่าเราเผลอกินชานมไข่มุกไปหนึ่งแก้ว เราก็กากบาทเอาไว้ว่าเป็นเรื่องที่ผิด คราวหลังจะได้ไม่ไปทานอย่างไรล่ะคะ รู้แบบนี้แล้วก็รีบไปซื้อสมุดมาจดโดยด่วนเลยนะคะ จะได้ไม่พลาด

3. กินอาหารว่างที่ดีต่อสุขภาพ

 

การทานอาหารว่างมีประโยชน์มากๆ อย่างที่เราไม่คาดคิดมาก่อน เพราะว่าหากเราปล่อยให้ท้องนั้นหิวตลอดทั้งวัน เมื่อถึงเวลามื้อหลักของเรา เราก็จะกินจนจัดเต็ม กลายเป็นว่าเผลอทานเยอะไปเสียอย่างนั้น เอาแบบนี้ดีกว่าไหมคะ ลองเปลี่ยนมาทานมื้อย่อยเสียก่อน ขอแนะนำเป็นกราโนล่า ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ กีวี หรือแม้แต่ถั่วอัลมอนด์ปริมาณพอเหมาะพอควรก็ช่วยคุณได้เช่นกัน กินแล้วไม่หิวแน่นอน

4. ดื่มชาแทนกาแฟ

 

หลายๆ คนมักจะเลือกเริ่มต้นวันด้วยการดื่มกาแฟ แต่หารู้ไม่ว่ากาแฟรสหวานมันอร่อยนั้น มันมาพร้อมกับการเติมครีมเทียม นมข้นหวาน น้ำตาล และบางทีก็ต้องทานกับครัวซองต์แสนอร่อยด้วย ทางที่ดี เปลี่ยนเป็นดื่มชาในตอนเช้า เพราะว่าชาก็มีปริมาณคาเฟอีนไม่แตกต่างกันกับกาแฟเลย แต่ชาไม่ต้องปรุงรสเพิ่มเติมก็อร่อยได้ แค่ชงดื่มแต่เช้า คุณก็จะสดชื่นไปตลอดทั้งวันแล้วนะคะ ว่าแล้วก็ไปซื้อชาดีกว่า

5. ดื่มน้ำให้มากขึ้น

 

สาวๆ รู้ไหมคะว่าเราควรดื่มน้ำให้มากถึงวันละ 64 ออนซ์ หลายคนก็คงจะสงสัยกันล่ะสิ ว่า 64 ออนซ์คือปริมาณเท่าไร ขอตอบว่าประมาณ 2 ลิตรนั่นเองค่ะ เห็นไหมคะว่าไม่ใช่จำนวนที่มากเลย สำหรับใครที่มักจะทำงานจนเผลอลืมดื่มน้ำแล้วล่ะก็ เรามีวิธีดีๆ ที่น่าสนใจเป็นตัวช่วยให้คุณดื่มน้ำได้มากขึ้น นั่นก็คือการเอาน้ำใส่ขวดละ 1 ลิตรไว้สองขวดแล้วตั้งไว้ใกล้โต๊ะทำงาน เหลือบไปเห็นก็หยิบมาดื่มได้ทันทีค่ะ

6. อย่าข้ามมื้ออาหาร

 

การข้ามมื้ออาหารไม่ใช่เรื่องที่ดีหรือช่วยให้สาวๆ ผอมแต่อย่างไร ตรงกันข้ามหากว่าคุณอดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง มื้อถัดๆ ไปคุณก็จะทานอาหารมากขึ้นเลยทีเดียวค่ะ สำหรับสาวซิสที่อยากให้การลดน้ำหนักของคุณได้ประโยชน์สูงสุดและยั่งยืน ควรทานอาหารให้ครบทั้ง 3 มื้อ อย่าลืมอาหารว่างหรือมื้อย่อยๆ ด้วย แค่นี้คุณก็จะไม่เผลอทานอาหารมากๆ อีกต่อไปแล้วนะคะ เห็นไหมคะว่าไม่ยากอย่างที่คิดเลยเชียวค่ะ

7. งดไขมันและคาร์โบไฮเดรต

 

ไขมันและคาร์โบไฮเดรตที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เราก็อย่าไปรับมาให้เสียเวลาเลยค่ะ หลายคนคงสงสัยว่าไขมันและคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ดีต่อร่างกายคืออะไรบ้าง ขอยกตัวอย่างง่ายๆ ก็เช่น ไขมันอิ่มตัว อาหารพวกฟาสต์ฟูด เฟรนช์ฟราย ไก่ทอด ทอดมัน ไส้กรอกทอด ฮ็อตดอกทอด ส่วนคาร์โบไฮเดรตที่ไม่มีประโยชน์ก็คือ ขนมเค้ก ขนมปังไม่ขัดสี น้ำหวาน น้ำอัดลม กาแฟใส่น้ำตาล ชาเย็น เป็นต้น

8. กินผักให้มากขึ้น

 

การกินผักมากๆ ดีต่อร่างกายจริงๆ ค่ะ แต่เชื่อว่าสาวๆ หลายคนก็คงจะเบื่อผักกันใช่ไหมคะ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ช่วงเทศกาลกินเจสาวๆ ก็ลองกินผักกันค่ะ เพราะจะได้ได้บุญด้วย แถมยังได้โอกาสฝึกการกินผัก แต่ขอเน้นว่าไม่เอาผักทอดนะคะ ขอเป็นผักต้มจะดีกว่า อาหารไทยๆ อย่างน้ำพริกผักต้มเนี่ยล่ะค่ะ เป็นอาหารที่ปราศจากไขมันอย่างแท้จริง ใครไม่ค่อยได้กินถือว่าพลาดแล้ว

9. กินโปรตีนให้มากขึ้นในแต่ละมื้อ

 

โปรตีนช่วยในการเสริมสร้างกล้ามเนื้ออย่างที่เรารู้กันดี แต่เมื่อบอกว่าให้กินโปรตีนเยอะ ๆ สาวๆ หลายคนอาจจะนึกว่าเราสนับสนุนให้กินชาบูหมูกระทะ ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่ โปรตีนที่เราแนะนำให้กินขอบอกว่าไม่เป็นเนื้อแดงจะดีที่สุด อะไรบ้างล่ะที่ไม่ใช่เนื้อแดง แถมไม่มีไขมันก็ได้แก่ ปลากระพงขาว อกไก่ ปลาสำลี ปลาทู โอ้โห เมนูปลาทั้งนั้นเลยนะเนี่ย แต่ใครไม่สะดวกก็เลือกเป็นอกไก่ก็ได้ค่ะ

10. กินอาหารที่ไม่มีสารเคมี

 

สาวๆ เชื่อไหมคะว่าพวกอาหารสำเร็จรูปนั้นอาจจะใส่น้ำตาลมากกว่าที่คุณคิด จริงอยู่ที่ว่าเราดูแล้วไม่มีไขมัน แต่เมื่อพิจารณาส่วนประกอบดีๆ จะพบว่ามีน้ำตาลมากมาย แถมยังมีสารกันบูด …

3 วิธีถนอม “ข้อเข่า” ไม่ให้เสื่อมก่อนวัยอันควรแนะนำเคล็ดลับในการดูแลข้อเข่า

3 วิธีถนอม “ข้อเข่า” ปัจจุบันมีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่ต้องเข้ารับการรักษา หรือผ่าตัดข้อเข่า ด้วยเหตุข้อเข่าอักเสบ และข้อเข่าเสื่อม อันเนื่องมาจากความสมบูรณ์ของข้อกระดูกลดลงไปตามอายุขัย รวมไปถึงการใช้งานข้อเข่าอย่างหนัก

3 วิธีถนอม “ข้อเข่า” ปัจจุบันมีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่ต้องเข้ารับการรักษา หรือผ่าตัดข้อเข่า ด้วยเหตุข้อเข่าอักเสบ และข้อเข่าเสื่อม อันเนื่องมาจากความสมบูรณ์ของข้อกระดูกลดลงไปตามอายุขัย รวมไปถึงการใช้งานข้อเข่าอย่างหนัก และไม่ได้รับการดูแลอย่างดีเท่าที่ควร แต่หากคุณไม่อยากเป็นคนชราที่มีอาการเจ็บเข่าตั้งแต่ยังหนุ่มๆ สาวๆ คุณหมอสก็อต มาร์ติน รองศาสตราจารย์ด้านศัลยกรรมออร์โทพีดิกส์ ที่คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แนะนำเคล็ดลับในการดูแลข้อเข่าของตัวเองให้แข็งแรง ยืดระยะเวลาในการใช้งานได้ยาวนานขึ้นมาฝากกัน

3 วิธีถนอม

1.ลดน้ำหนัก
ส่วนสำคัญที่จะรักษาสุขภาพข้อเข่าเอาไว้ได้ นั่นคือการลดภาระในการแบกรับน้ำหนักทั้งตัวของเราของข้อเข่าลงให้ได้มากที่สุด ทราบหรือไม่ว่าหากเราลดน้ำหนักลงได้ 0.45 กิโลกรัม เราจะสามารถลดแรงดันในเข่าได้มากเท่ากับน้ำหนัก 1.35 กิโลกรัมเลยทีเดียว (และยังลดแรงดันในกระดูกข้อต่อของสะโพกได้มากถึง 2.7 กิโลกรัมอีกด้วย) หากคุณเป็นโรคปวดข้อ เพียงลดน้ำหนักลงไปได้ราว 6.8 กิโลกรัม จะสามารถบรรเทาอาการปวดเข่าไปได้ครึ่งหนึ่ง นอกจากนี้หากรีบลดน้ำหนักก่อนที่จะมีอาการปวดเข่า จะสามารถลดความเสี่ยงในการเป็นโรคข้อเข่าจนต้องเข้ารับการผ่าตัดได้อีกด้วย

หากกังวลว่าข้อเข่าไม่ค่อยแข็งแรงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว สามารถออกกำลังกายเพื่อช่วยลดน้ำหนักของร่างกายด้วยวิธีที่ไม่รบกวนการทำงานของกระดูกข้อเข่ามากเกินไปได้ เช่น ว่ายน้ำ เดิน หรือขี่บนเครื่องออกกำลังกายอย่างจักรยาน เป็นต้น

2.ระมัดระวังในการใช้งานข้อเข่า
ไม่ว่าจะเป็นส่วนไหนของร่างกายก็ควรให้ความสำคัญกับการใช้งานอย่างทะนุถนอม เช่นเดียวกับข้อเข่าที่อาจสะสมการใช้งานอย่างหนักมาแรมปี จนเกิดอาการบาดเจ็บ อักเสบ หรือเสื่อมการใช้งานลงได้ นอกจากการลดการกระแทกกระทั้นโดยไม่มีการวอล์มร่างกายก่อน หรือใช้งานเข่าหนักโดยไม่จำเป็นแล้ว การยืน เดินหลังตรง ก็ช่วยลดความเสี่ยงของอาการปวดเข่าได้เช่นกัน รวมไปถึงรักษาสภาพของกระดูกคอ และสะโพกในคราวเดียวกันด้วย

นอกจากนี้ยังควรระมัดระวังในการยกของหนัก ควรยกให้ถูกท่า โดยลงไปนั่งยองๆ หลังตรง จับของไว้ แล้วยกขึ้นมาช้าๆ ด้วยแรงดันจากเท้า น่องขา และเข่า ไม่ก้มตัวลงไปยกของหนักจากพื้นหรือที่ต่ำๆ แล้วยกขึ้นมาทีเดียวเร็วๆ เพราะอาจทำให้เกิดอาการเคล็ดขัดยอกตามบริเวณต่างๆ ของร่างกายได้ หากยกของหนักๆ แล้วทำให้เกิดอาการบาดเจ็บที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ให้รีบหยุดยกทันที

3.ลดอาการปวดทันที
เมื่อมีอาการปวดเข่า อย่าปล่อยให้มีอาการปวดแบบนั้นอยู่นานๆ ควรรีบรักษาอาการปวดด้วยการหายาแก้ปวดมาทาน สามารถเลือกกลุ่มยาตระกูล NSAIDs อย่าง ไอบูโพรเฟน หรือนาโปรเซนได้ ยาสองชนิดนี้สามารถหาซื้อทานได้ตามร้านขายยาทั่วไป ควรทานตามคำแนะนำของเภสัชกรอย่างเคร่งครัด แต่หากมีประวัติแพ้ยาตระกูล NSAIDs หรือไม่แน่ใจในอาการปวดข้อของตัวเอง ควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ก่อนทานยา เพราะยาตระกูล NSAIDs อาจมีผลข้างเคียงในบางรายได้ เช่น ปวดท้อง มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร หรือ ตับ/ไตได้รับความเสียหาย เป็นต้น

หากไม่เคยมีประวัติแพ้ยาตระกูล NSAIDs สามารถทานยาภายใต้คำแนะนำของเภสัชกรได้ และควรใช้บรรเทาอาการปวดในระยะสั้นๆ เท่านั้น ไม่ควรทานยาแก้ปวดติดต่อกันเกิน 5 วัน หากอาการปวดไม่ดีขึ้นภายใน 5 วัน ควรรีบปรึกษาแพทย์

หากอาการปวดเข่าไม่ดีขึ้น อาจพิจารณาการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม สำหรับผู้ป่วยที่แพทย์ลงความเห็นว่าการใช้ข้อเข่าเทียมจะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นได้มากกว่า แต่การเดินด้วยข้อเข่าของตัวเองน่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นก่อนที่จะถึงวันที่ไม่ได้ใช้ข้อเข่าของตัวเอง เราควรรักษา และทะนุถนอมข้อเข่าของตัวเองเอาไว้ให้ได้ยาวนานที่สุดจะดีกว่า

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

5 ทริคเด็ดช่วยแก้ ผมเป็ด น่าจะรู้ตั้งแต่สมัยสาวๆ แล้วปัญหาระดับโลกของสาวผมสั้น

5 ทริคเด็ดช่วยแก้ คิดว่าสาวๆ ผมสั้น คงรู้จักปัญหานี้เป็นอย่างดี เพราะเป็นเรื่องที่กวนใจมาก กับการที่เรา จะต้องมานั่งทำให้ ปลายผมที่มัน ” กระดก ” ให้กลับมาเข้าพวกเรียงสวย อย่างเส้นอื่นๆ ยิ่งในตอนเช้าที่เร่งรีบ ยิ่งน่าหงุดหงิด เป็นปัญหาระดับโลกของสาวผมสั้นเลยทีเดียว

5 ทริคเด็ดช่วยแก้ ปลายผมที่มัน ” กระดก ” แต่ปัญหานี้จะหมดไป เพราะวันนี้มีทริคเด็ดๆ ที่จะช่วยให้ผมของสาวๆ เป็นทรงสวย ไม่ต้องนั่งเป็นกังวลอีกต่อไป บอกเลยว่าทำง่ายมาก

5 ทริคเด็ดช่วยแก้

1.ใช้ที่ม้วนผม

วิธีเบสิกตั้งแต่สมัยก่อนนู้น ก็ยังใช้ได้ผลอยู่ โดยที่ เราจะเอาที่ม้วนผมที่เป็นแบบนิ่ม หรือ แบบแข็งก็ได้ มาม้วนผมของเราไว่ก่อนนอน พอตื่นเช้าขึ้นมา ผมก็จะเป็นทรงสวย หรือใครจะทำตอนเช้าก็ได้ โดยม้วนไว้ แล้วเอาไดร์เป่าผม ให้ความร้อน ให้ผมเซ็ตตัว แต่ถ้าทำบ่อยเข้า ผมอาจแห้งเสียได้นะคะ

2.สระผมตอนเช้า

การที่เราสระผมตอนกลางคืน แล้วนอนไปทั้งๆที่ ผมของเรายังไม่แห้งดี ความชื้นจะไปทำให้ ผมของเรางอในตอนเช้าได้ ดังนั้นทางที่ดี ควรจะเปลี่ยนมาสระผมตอนเช้ากันดีกว่า เพราะเมื่อเราสระผมเสร็จ ผมของเรายังเปียกอยู่ ทำให้การจัดทรงทำได้ง่าย โดยใช้ไดร์เป่าผมช่วยจัดทรงไปด้วย จะทำให้ผมอยู่เป็นทรงทั้งวัน

3.ปล่อยให้ผมแห้งด้วยผ้าขนหนู

โดยปกติ เรามักจะใช้ผ้าขนหนูเช็ดผมให้แห้ง ด้วยการถูหรือการขยี้ผม วิธีเหล่านี้จะทำให้ผมพันกันแถมยังทำให้ผมเสียอีกด้วย ทางที่ดี พอสระเสร็จแล้ว เราควรจะห่อผมเอาไว้ก่อน จากนั้นช็ดโดยค่อยๆใช้ผ้าขนหนูบีบเส้นผมไปทีละจุด โดยพยายามอย่าให้เกิดการเสียดสีขึ้น เพราะถ้าเราพยายามรีบใช้ผ้าขนหนูถูเส้นผมให้แห้งจะยิ่งกลับกลายเป็นทำร้ายเส้นผมแทนนั่นเอง

4.มัดผมตอนนอน

เป็นวิธีที่อุปกรณ์ไม่เยอะ แถมยังทำง่ายสุดๆ เพียงแค่มีหนังยางมัดผม ทำการแบ่งผมออกเป็นสองข้าง แล้วมัดตรงปลายผม โดยงุ้มปลายเข่าไปข้างใน อาจจะทำก่อนนอนก็ได้ หรือทำตอนเช้าแล้วเอาไดร์เป่าผมเข้าช่วย ก็แล้วแต่ว่าสะดวกแบบไหน วิธีนี้ทำได้ง่ายที่สุดแถมผมยังไม่เสียอีกด้วย

5.ใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม

ถ้าผมของเรานั้น เป็ดจนเอาไม่อยู่ด้วยวิธีก่อนหน้านี้แล้วจริง ก็คงต้องพึ่งพา ผลิตภํณฑ์เหล่านี้แล้วล่ะ โดยเรามีให้คุณเลือก ทั้งแบบสเปรย์ หรืออาจจะเป็นแบบเจลจัดแต่งทรงผม แต่ก็อย่าเลือกอันที่ทำให้ผมแข็งล่ะ เพราะเราต้องการให้ผมของเราเรียงเส้นเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่จับตัวเป็นก้อน

โห!! ถ้ารู้ว่าทำง่ายขนาดนี้ คงทำไปนานแล้ว จะได้ไม่เป็นยัยเพิ้งให้เพื่อนล้อ555 สาวน้อยวัยมัธยมที่ไว้ผมสั้นตามใจครู ก็อย่าลืมเอาวิธีเหล่านี้ ไปลองทำดูนะจ้ะ เพราะไม่ว่าจะผมทรงไหน ยังไงก็หัวเรา ต้องทำให้ดูดีเข้าไว้ ทั้งนี้ทั้งนั่น ก็เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเราเอง ยังไงก็ลองเอาไปทำกันดูนะจ้ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

แนะนำ 4 วิธี ออกกำลังกาย ช่วยลดน้ำหนักได้แบบเร่งด่วน

แนะนำ 4 วิธี สำหรับสาวๆ การออกกำลังอาจดูเป็นเรื่องที่ทำให้เหนื่อยล้า แต่ใครก็รู้ว่ามันทำให้ร่างกายแข็งแรง กระชุ่มชวย และที่สำคัญยังช่วยลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

แนะนำ 4 วิธี สำหรับสาวๆ การออกกำลังอาจดูเป็นเรื่องที่ทำให้เหนื่อยล้า แต่ใครก็รู้ว่ามันทำให้ร่างกายแข็งแรง กระชุ่มชวย และที่สำคัญยังช่วยลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดีอีกด้วย หากเราออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ วันนี้เราจึงมี 4 วิธีแนะนำการออกกำลัง ที่ช่วยลดน้ำหนักแบบเร่งด่วนมานำเสนอกัน เพื่อให้คุณสาวๆ ได้ใช้เวลาอันมีค่า ได้อย่างคุ้มค่าที่สุด โดยมีวิธีใดบ้างก็ต้องไปดูกันเลย

แนะนำ 4 วิธี

1.กระโดดเชือก

เป็นการออกกำลังกายที่สาวๆหลายคน อาจมองข้ามว่าการกระโดดเชือก ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้มากมายนัก แต่เดี๋ยวก่อน ใครเลยจะรู้ว่าการกระโดดเชือกธรรมดาๆโดยใช้ความเร็วในการกระโดดแบบปานกลางนี่แหละ สามารถที่จะช่วยคุณสาวๆเผาผลาญแคลอรี่ได้ถึง 10 แคลอรี่ต่อนาทีเลยล่ะ ถ้าเราแบ่งเวลามากระโดดเชือกกันเพียง 20 นาที ต่อวัน เราก็จะเบรินไปได้ถึง 200 แคลในเวลาเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เจ๋งไปเลย

2.การขึ้น-ลงบันได

อย่ามองข้ามการขึ้น-ลงบันได ออฟฟิศ หากสาวๆท่านใด ไม่อยากเสียเงิน เสียเวลาในการเข้าฟิตเนส การขึ้น-ลงบันไดบ้านหรือที่ทำงาน เพราะมันเป็นช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้เป็นอย่างดี โดยสำหรับคุณสาวๆท่านใดที่มีน้ำหนัก 160 ปอนด์ หากใช้เวลาเพียง 10 นาทีในการขึ้นลงบันได ก็สามารถเบรินได้มากกว่า 100 แคลอรี่เลยทีเดียวค่ะ

3.การวิ่ง

เป็นอีกหนึ่งการออกกำลังกายที่แสนง่าย และสะดวกมาก เพราะเราไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ ขอแค่ความมีวินัย และอดทน เพราะเราจะสามารถเผาผลาญพลังงานไปได้ถึง 600 – 700 แคลอรี่ต่อชั่วโมง เพียงการวิ่งแค่ 10 นาที ดังนั้นแล้วหากใครยังไม่เริ่มออกกำลังกายลดน้ำหนัก เพราะไม่มีอุปกรณ์ใดๆ การวิ่งน่าจะเป็นอีกทางเลือกที่ดีสำหรับคุณค่ะ

4.Burpees

ชื่ออาจจะดูไม่คุ้นตาคุ้นสาวๆเท่าไหร่ แต่มั่นใจว่าน่าจะมีหลายๆท่านได้เคย เห็นท่าการออกกำลังกายแบบนี้มาบ้างแล้ว คือการย่อตัวลง ต่อมาทำท่าเตรียมวิดพื้น วิดพื้นเสร็จก็ไปยังท่าเตรียมอีกครั้ง และกระโดดเป็นอันจบท่า 1 ครั้งค่ะ การออกกำลังท่านี้ช่วยให้ร่างกายทุกส่วนได้ทำงาน รวมทั้ง ปวด และหัวใจด้วยนะคะ

หากเรามีวินัยออกกำลังกายด้วยท่าที่ช่วยลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็วตามที่แนะนำมานี้ ควบคู่กับการคุมอาหารแล้วล่ะก็ เชื่อว่าสาวๆต้องได้หุ่นสวยดังใจ ในเวลาอันรวดเร็วแน่นอนค่ะ สำคัญคือควรทำอย่างต่อเนื่อง ไม่หักโหมจนเกินไป เท่านี้หุ่นปังแบบสาวสุขภาพดี ก็ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้วค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

เช็คด่วน ! สัญญาณ ความแก่.. แค่รู้ทันก็รับมือได้ลองนำไปเช็คกันดู

เช็คด่วน ! สัญญาณ ความแก่หรือการแก่ก่อนวัยนั้น สาวๆ เราสามารถสังเกตได้อย่างง่ายๆ โดยสัญญาณเหล่านี้ เรานำมาฝากกันแล้ว ลองนำไปเช็คกันดู ว่าผิวของคุณมีสภาพสัญญาณแบบนี้หรือไม่ หากใช่หรือเริ่มมีแล้ว ก็ควรใส่ใจดูแลบำรุงผิวเป็นอย่างดี

เช็คด่วน ! สัญญาณ ความแก่หรือการแก่ก่อนวัยนั้น สาวๆ เราสามารถสังเกตได้อย่างง่ายๆ โดยสัญญาณเหล่านี้ เรานำมาฝากกันแล้ว ลองนำไปเช็คกันดู ว่าผิวของคุณมีสภาพสัญญาณแบบนี้หรือไม่ หากใช่หรือเริ่มมีแล้ว ก็ควรใส่ใจดูแลบำรุงผิวเป็นอย่างดี ก่อนที่ความแก่จะมาพรากความงามสดใสไปจากคุณอย่างน่าเสียดาย

เช็คด่วน

ผิวแห้งและหมองคล้ำขึ้น

สภาพผิวหน้าจากที่เคยเนียนนุ่มชุ่มชื้น ไม่เคยสัมผัสได้ถึงความแห้งกร้าน แต่จากนี้เมื่อพบว่าผิวแห้งกร้านแถมเท่านั้นยังไม่พอ ยังพบว่าผิวหน้าหมองคล้ำขึ้นอีกด้วย นี่ก็เป็นสัญญาณของความร่วงโรยของผิวที่บ่งบอกว่าเราแก่ขึ้นแล้วนะคะสาวๆ แนะนำให้หมั่นสครับผิวหน้าเพื่อกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วให้หลุดออกทุกสัปดาห์ ครีมบำรุงผิวจะได้ซึมซาบลงไปบำรุงเต็มที่ บำรุงผิวก็จะกระจ่างใสขึ้น

ริ้วรอยปรากฎขึ้นชัดเจน

การมีริ้วรอย ถือเป็นสัญญานความแก่ที่มิอาจปฏิเสธได้ แต่หากสาวๆ พบว่ามีริ้วรอยแม้ว่าอายุยังไม่มากก็แปลว่าคุณมีริ้วรอยก่อนวัยอันควรนั่นเอง และริ้วรอยไม่ใช่แค่จะปรากฎบนใบหน้า ตามตีนกาหรือมุมปากแต่เพียงเท่านั้น ในส่วนของผิวลำคอ แขนพับ และมือที่เหี่ยวย่น หยาบกร้านก็แสดงสัญญานความแก่ได้ด้วยเช่นกัน เหล่านี้นอกจากอายุที่มากขึ้นแล้ว แสงแดดก็เป็นตัวการทำลายเซลล์ผิว ทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้น มีความแห้งกร้าน หมองคล้ำ เพราะคอลลาเจนใต้ผิวเสื่อมสภาพลง อีกทั้งพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่ก็มีส่วนทำให้ผิวแก่ก่อนวัยได้เร็วเช่นกัน

ฝ้า กระขึ้นหน้ามากขึ้น

การเผชิญกับแสงแดดมาอย่างยาวนาน โดยที่คุณไม่ได้ให้การปกป้องผิวจากรังสี UV เป็นอย่างดี ก็ย่อมทำให้เกิดฝ้าและกระขึ้นได้ง่ายดาย และสัญญาณนี้ก็เป็นสัญญาณผิวเสียแถมยังพ่วงมาพร้อมภาวะแก่ก่อนวัยอีกด้วย โดยเป็นกระบวนการของผิวที่มีความผิดปกติด้านเม็ดสีเกิดขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น ฝ้าและกระก็ยังสามารถเกิดขึ้นได้จากกรรมพันธุ์ ความเครียดและการได้รับวิตามินอย่างบกพร่องด้วยนั่นเอง

รูปหน้าเกิดการเปลี่ยนแปลง

เมื่ออายุมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างรูปหน้าก็เริ่มเปลี่ยนตาม เช่น กรามที่มีการขยายออกทำให้รูปหน้าดูกว้าง หรือกระดูกขากรรไกรเกิดการหดตัว เบ้าตาที่ลึกขึ้นกว่าเดิม และการสูญเสียความยืดหยุ่นของผิวไปตามธรรมชาติ จนทำให้ผิวมีริ้วรอยเหี่ยวย่นง่ายขึ้น หากสาวๆ อายุมากแล้วก็จะพบว่าช่วงแก้มจะเริ่มห้อยย้อยลงมาหรือเกิดความหย่อนคล้อยตามบริเวณดังกล่าว จึงทำให้รูปหน้าดูเปลี่ยนไปนั่นเองค่ะ

เช็คแล้ว.. หากพบว่าผิวมีสัญญาณความแก่ดังกล่าวก็ควรรีบใส่ใจปรนนิบัติผิวตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ ด้วยการสคริบผิวให้สดใส ทาครีมบำรุงผิวที่มีมอยส์เจอไรเซอร์ ทาครีมกันแดดทุกวัน กินอาหารที่มีประโยชน์ และนอนพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด พร้อมกับออกกำลังกายอยู่เสมอเพื่อเสริมความกระชับให้ผิว เท่านี้ก็ถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้สาวๆ แก่ช้าลงแล้วค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com