4 เคล็ดลับ “ลดน้ำหนัก” ให้ได้ผลในระยะยาวมักมาจากการที่เราพยายามลดน้ำหนัก

4 เคล็ดลับ อาการ “โยโย่” มักมาจากการที่เราพยายามลดน้ำหนัก ลดความอ้วนด้วยการทานยาลดความอ้วน เมื่อตัวยาช่วยให้ร่างกายผ่ายผอมลงไปได้ฮวบฮาบอย่างใจแล้ว เมื่อไรก็ตามที่เรากลับมาทานอาหารตามปกติ ก็จะเกิดอาการ “น้ำหนักเด้ง” กลับมาเท่าเดิม

4 เคล็ดลับ แม้ว่าหลายคนอาจจะไม่ได้ใช้วิธีทานยาในการลดความอ้วน แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่กังวลว่าหากลดน้ำหนักลงไปในจุดที่ต้องการแล้ว ทำอย่างไรจะไม่กลับมาอ้วนอีกจึงมีเคล็ดลับง่ายๆ มาฝากกัน 4 เคล็ดลับ “ลดน้ำหนัก” ให้ได้ผลในระยะยาว

4 เคล็ดลับ
1. ทานผักให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เราไม่ได้บอกให้คุณทานแต่ผักอย่างเดียว คุณยังสามารถทานเนื้อสัตว์ และอาหารอื่นๆ ได้ตามปกติ แต่ถ้าหากคุณยังคงนิสัยการทานผักเป็นประจำเอาไว้ได้อยู่ล่ะก็ การที่จะทำให้คุณน้ำหนักขึ้นก็ดูจะเป็นเรื่องที่ยากขึ้น นอกจากการทานผักจะทำให้เราอิ่มจนทานอาหารอื่นน้อยลงแล้ว ใยอาหารในผักยังคอยช่วยเหลือเรื่องคอเลสเตอรอลในเลือด ลดไขมันที่อุดตันตามหลอดเลือด และยังคอยช่วยให้การทำงานของระบบขับถ่ายเป็นไปได้ด้วยดีอยู่เรื่อยๆ อีกด้วย เพราะฉะนั้นแม้ว่าจะหยุดลดน้ำหนักแล้ว แต่ก็ก็ควรทานผักอย่างต่อเนื่อง

2. หมั่นทานอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารสูง ลดการทานอาหารไร้ประโยชน์ให้น้อยที่สุด

หลายคนอาจไม่ทราบว่าอาหารที่ทำให้เราอ้วนขึ้น ส่วนใหญ่เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางสารอาหารต่ำทั้งสิ้น เช่น อาหารน้ำตาลสูง อาหารไขมันสูง ขนมขบเคี้ยวที่มีแต่แป้ง น้ำตาล และโซเดียม รวมไปถึงเบเกอรี่ที่ใช้ไขมันทรานส์เป็นส่วนผสมในการทำ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มี่คุณค่าทางสารอาหารน้อยเหล่านั้น มาทานอาหารที่คุณค่าทางสารอาหารที่สูงขึ้นอย่างธัญพืชต่างๆ ผักผลไม้ เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ จะดีกว่า

 

3. ทำอาหารทานเองที่บ้าน

ไม่มีอาหารเมนูไหนจะดีต่อสุขภาพไปกว่าอาหารที่ทำเองที่บ้าน นอกจากเราจะสามารถทำเมนูอาหารที่ดีต่อสุขภาพได้ด้วยตัวเองตั้งแต่วิธีการเลือกวัตถุดิบ การล้างทำความสะอาดส่วนผสม เครื่องครัวต่างๆ รวมไปถึงการปรุงรสอาหารที่เราสามารถควบคุมได้ด้วยตัวเอง 100% แล้ว การทำอาหารทานเองยังเป็นการสร้างวินัยให้กับตัวเองได้รู้ว่าในแต่ละมื้อของแต่ละวันเราทานอะไรไปบ้าง แล้วในมื้อถัดไปเราควรทานอะไรเพื่อให้เราได้รับสารอาหารที่หลากหลายไม่จำเจ แม้ว่าเราอาจจะไม่สามารถทำอาหารทานเองได้ทุกมื้อ แต่อย่างน้อยเริ่มหัดทำอาหารทานเองเป็นบางมื้อก็นับว่าเป็นก้าวแรกที่ดีแล้ว

4. หลีกเลี่ยงการทานแป้ง และน้ำตาลขัดสี

ไม่มีทางที่เราจะหลีกเลี่ยงการทานแป้ง และน้ำตาลในทุกๆ มื้อ แม้ว่าเราจะทราบว่าสองสิ่งนี้เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เข็มบนตราชั่งปัดไปทางขวาอยู่เรื่อยๆ แต่หากเราจะทานแป้ง และน้ำตาลบ้างเป็นบางครั้งบางคราว เราก็ควรเลือกทานแป้ง และน้ำตาลที่ไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง น้ำตาลทรายแดง เป็นต้น นอกจากจะได้คุณค่าทางสารอาหารเพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังช่วยเพิ่มใยอาหารให้ระบบการขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการทานไขมันทรานส์ต่อไปเรื่อยๆ เพราะไขมันทรานส์ไม่เคยให้ประโยชน์ใดๆ กับร่างกาย นอกจากโทษที่จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ และหลอดเลือด โรคอ้วน เบาหวาน และโรคอื่นๆ นอกจากนี้ควรหัดให้มีนิสัยในการเลิกปรุงรสจัดในอาหารทุกเมนู ลองลดการปรุงรส ลดการทานซอส หรือน้ำจิ้มลง จะช่วยถนอมไตของเราให้ทำงานน้อยลงได้อีกด้วย เราจะได้มีหุ่นสวยจากการลดความอ้วนได้สำเร็จ แล้วยังมีอวัยวะภายในที่ยังทำงานได้ดี ไม่กลับไปโยโย่หรือกลับไปอ้วนอีกง่ายๆ แน่นอน

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

7 ปัจจัยเสี่ยงก่อ “มะเร็งผิวหนัง” โดยไม่รู้ตัว“ทาครีมกันแดดกันเถอะ”

7 ปัจจัยเสี่ยงก่อ “มะเร็งผิวหนัง” ฮิวจ์ แจ็คแมน นักแสดงฮอลลีวูดที่ได้รับบทนำในภาพยนตร์ตระกูลมาร์เวลอย่าง “โลแกน” หรือ “วูฟเวอรีน” เข้ารับการรักษาโรคมะเร็งผิวหนังบริเวณจมูก

7 ปัจจัยเสี่ยงก่อ “มะเร็งผิวหนัง”  เข้ารับการรักษาโรคมะเร็งผิวหนังบริเวณจมูก เขาโพสภาพของตัวเองพร้อมกับคำเตือนสั้นๆ ว่า “ทาครีมกันแดดกันเถอะ” นั่นหมายความว่า มะเร็งผิวหนังมีสาเหตุมาจากแดงแดดได้

มะเร็งผิวหนัง มีสาเหตุมาจากอะไร?
มะเร็งผิวหนัง เป็นเนื้อร้ายที่เกิดขึ้นบนผิวหนัง และเยื่อบุ ที่เกิดขึ้นจากเซลล์ผิวหนัง และเยื่อบุมีการเจริญเติบโต และแบ่งตัวอย่างผิดปกติ

7 ปัจจัยเสี่ยงก่อ

โรคผิวหนังแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ

– มะเร็งผิวหนังชนิดเบเซลเซลล์ (Basal cell carcinoma) เกิดขึ้นบริเวณชั้นผิวหนังในส่วนบนๆ จะมีความรุนแรง และอันตรายน้อยที่สุด

– มะเร็งผิวหนังชนิดสเควมัสเซลล์ (Squamous cell carcinoma) มีความคล้ายคลึงกับชนิดแรก แต่จะกระจายตัวได้เร็วกว่า และเกิดบนชั้นผิวหนังที่ลึกกว่า สามารถคลำเจอเป็นก้อนแข็งๆ อยู่ที่ชั้นผิวหนังด้านล่าง

– มะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา (Malignant melanoma) เป็นมะเร็งที่เกิดขึ้นที่เซลล์เม็ดสีผิว หรือเมลานิน พบได้ไม่บ่อยนัก แต่มีความรุนแรง เพราะสามารถกระจายเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว

ปัจจัยเสี่ยงโรคมะเร็งผิวหนัง
ไม่ใช้ครีมกันแดด เพราะรังสีอัลตร้าไวโอเลต หรือรังสียูวี ชนิด UVA และ UVB มีความเสี่ยงสูงที่จะก่อให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนัง

ทำงาน หรือทำกิจกรรมกลางแจ้งตลอดเวลา

ชอบนอนอาบแดด เพื่อให้ได้ผิวสีแทน

สมาชิกในครอบครัวมีประวัติโรคมะเร็งผิวหนัง

ผู้ที่มีเชื้อชาติตะวันตก ที่มีลักษณะผิวขาว ผมบลอนด์ อาจมีเม็ดสีผิวน้อย ความสามารถในการป้องกันเซลล์ผิวหนังจากแสงอัลตร้าไวโอเลตได้น้อยกว่าคนที่มีผิวสีเข้ม

อยู่ในภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น เป็นผู้ป่วยติดเชื้อ HIV หรือกำลังรับยากดภูมิต้านทาน

เป็นผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษาด้วยวิธีการฉายรังสี

โรคมะเร็งผิวหนัง มีอาการอย่างไร?
โรคมะเร็งผิวหนังอาจเริ่มจากบริเวณที่เป็นไฝ โดยสามารถสังเกตได้ว่า ไฝมีผื่น หรือก้อนโตขึ้นหรือไม่ หรือมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของสี ขนาด ลักษณะขอบไฝที่ไม่เรียบ แตกเป็นแผล หรือมีเลือดออกหรือไม่

นอกจากบริเวณไฝแล้ว บริเวณผิวหนังปกติอาจมีแผล หรือผื่นที่เรื้อรังรักษาไม่หาย และเป็นแผลโดยไม่ทราบสาเหตุ

โรคมะเร็งผิวหนัง ป้องกันอย่างไร?
วิธีป้องกันมะเร็งผิวหนัง ทำได้ง่ายๆ เพียงใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15 ขึ้นไป และทาซ้ำทุกๆ 15-30 นาที เมื่อต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานานๆ นอกจากนี้ควรหมั่นสังเกตผิวหนังของตัวเองว่ามีความผิดปกติหรือไม่ หากพบความผิดปกติของผิวหนังในระยะแรกๆ ก็สามารถรักษาให้หายขาดได้ง่ายขึ้นเช่นเดียวกัน

ในสภาพอากาศที่ร้อนจัด แดดแรงจัดแบบบ้านเรา มีโอกาสที่จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งผิวหนังได้เหมือนกันนะคะ โดยเฉพาะคนผิวขาว หรือผู้ที่มีเชื้อสายจีน เซลล์ผิวหนังอาจป้องกันรังสีไวโอเล็ตได้น้อยกว่าคนทั่วไป ดังนั้นครีมกันแดดเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก อย่าลืมทาทั้งใบหน้า และลำตัวก่อนออกจากบ้านนะคะ

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

12 วิธีลดน้ำหนัก แบบไม่เน้นออกกำลังกาย 14 กิโลใน 28 วัน

12 วิธีลดน้ำหนัก อยากผอมต้องออกกำลังกาย นอนเฉยๆ ก็ไม่ผอมหรอก!!! ได้ยินกันบ่อยเลยเนอะ สำหรับวิธีการลดความอ้วนแบบนี้ แต่แหม ก็คนมันเวลาน้อยนี่นา จะให้ออกกำลังกาย แต่ว่าเราไม่มีเวลาเลย

12 วิธีลดน้ำหนัก อยากผอมต้องออกกำลังกาย นอนเฉยๆ ก็ไม่ผอมหรอก!!! ได้ยินกันบ่อยเลยเนอะ สำหรับวิธีการลดความอ้วนแบบนี้ แต่แหม ก็คนมันเวลาน้อยนี่นา จะให้ออกกำลังกาย แต่ว่าเราไม่มีเวลาเลย แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะค่ะ เอาล่ะ ขอบอกว่าไม่ต้องเครียดค่ะ เพราะเราได้ไปเสาะหาวิธีลดความอ้วนแบบไม่เน้นออกกำลังกาย จะทำอย่างไรนั้น มาดูกันค่ะ

12 วิธีลดน้ำหนัก

1. ลดปริมาณอาหารที่กิน

 

การควบคุมปริมาณอาหาร เป็นสิ่งสำคัญมากในการลดความอ้วนแบบไม่เน้นออกกำลังกาย เพราะคุณจะต้องนับแคลอรี่อย่างเข้มงวดนั่นเองค่ะ บางคนอดอาหารก็จริง แต่อดแค่มื้อเช้า ส่วนมื้อกลางวันเผลอไปทานสปาเก็ตตี้แบบนี้ก็ไม่เวิร์คนะคะ และที่สำคัญไม่ควรอดอาหารจนรู้สึกหิว เพลีย ง่วงนอน เพราะว่าเวลาที่เราทานเราจะทานในปริมาณที่มากเกินไปนั่นเองค่ะ รู้แบบนี้แล้วก็เห็นทีจะต้องทานแบบพอดีๆ เนอะ

2. บันทึกสิ่งที่เรากิน

 

บางคนอาจจะคิดว่าการจดบันทึกสิ่งที่เราทานไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ขอบอกว่าคุณคิดผิดมหันต์เลยค่ะ การจดบันทึกอาหารที่กินจะทำให้เรารู้ตัวเองว่าในแต่ละวันเราได้เผลอทานอะไรที่เราไม่สมควรทานหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่นหากว่าเราเผลอกินชานมไข่มุกไปหนึ่งแก้ว เราก็กากบาทเอาไว้ว่าเป็นเรื่องที่ผิด คราวหลังจะได้ไม่ไปทานอย่างไรล่ะคะ รู้แบบนี้แล้วก็รีบไปซื้อสมุดมาจดโดยด่วนเลยนะคะ จะได้ไม่พลาด

3. กินอาหารว่างที่ดีต่อสุขภาพ

 

การทานอาหารว่างมีประโยชน์มากๆ อย่างที่เราไม่คาดคิดมาก่อน เพราะว่าหากเราปล่อยให้ท้องนั้นหิวตลอดทั้งวัน เมื่อถึงเวลามื้อหลักของเรา เราก็จะกินจนจัดเต็ม กลายเป็นว่าเผลอทานเยอะไปเสียอย่างนั้น เอาแบบนี้ดีกว่าไหมคะ ลองเปลี่ยนมาทานมื้อย่อยเสียก่อน ขอแนะนำเป็นกราโนล่า ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ กีวี หรือแม้แต่ถั่วอัลมอนด์ปริมาณพอเหมาะพอควรก็ช่วยคุณได้เช่นกัน กินแล้วไม่หิวแน่นอน

4. ดื่มชาแทนกาแฟ

 

หลายๆ คนมักจะเลือกเริ่มต้นวันด้วยการดื่มกาแฟ แต่หารู้ไม่ว่ากาแฟรสหวานมันอร่อยนั้น มันมาพร้อมกับการเติมครีมเทียม นมข้นหวาน น้ำตาล และบางทีก็ต้องทานกับครัวซองต์แสนอร่อยด้วย ทางที่ดี เปลี่ยนเป็นดื่มชาในตอนเช้า เพราะว่าชาก็มีปริมาณคาเฟอีนไม่แตกต่างกันกับกาแฟเลย แต่ชาไม่ต้องปรุงรสเพิ่มเติมก็อร่อยได้ แค่ชงดื่มแต่เช้า คุณก็จะสดชื่นไปตลอดทั้งวันแล้วนะคะ ว่าแล้วก็ไปซื้อชาดีกว่า

5. ดื่มน้ำให้มากขึ้น

 

สาวๆ รู้ไหมคะว่าเราควรดื่มน้ำให้มากถึงวันละ 64 ออนซ์ หลายคนก็คงจะสงสัยกันล่ะสิ ว่า 64 ออนซ์คือปริมาณเท่าไร ขอตอบว่าประมาณ 2 ลิตรนั่นเองค่ะ เห็นไหมคะว่าไม่ใช่จำนวนที่มากเลย สำหรับใครที่มักจะทำงานจนเผลอลืมดื่มน้ำแล้วล่ะก็ เรามีวิธีดีๆ ที่น่าสนใจเป็นตัวช่วยให้คุณดื่มน้ำได้มากขึ้น นั่นก็คือการเอาน้ำใส่ขวดละ 1 ลิตรไว้สองขวดแล้วตั้งไว้ใกล้โต๊ะทำงาน เหลือบไปเห็นก็หยิบมาดื่มได้ทันทีค่ะ

6. อย่าข้ามมื้ออาหาร

 

การข้ามมื้ออาหารไม่ใช่เรื่องที่ดีหรือช่วยให้สาวๆ ผอมแต่อย่างไร ตรงกันข้ามหากว่าคุณอดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง มื้อถัดๆ ไปคุณก็จะทานอาหารมากขึ้นเลยทีเดียวค่ะ สำหรับสาวซิสที่อยากให้การลดน้ำหนักของคุณได้ประโยชน์สูงสุดและยั่งยืน ควรทานอาหารให้ครบทั้ง 3 มื้อ อย่าลืมอาหารว่างหรือมื้อย่อยๆ ด้วย แค่นี้คุณก็จะไม่เผลอทานอาหารมากๆ อีกต่อไปแล้วนะคะ เห็นไหมคะว่าไม่ยากอย่างที่คิดเลยเชียวค่ะ

7. งดไขมันและคาร์โบไฮเดรต

 

ไขมันและคาร์โบไฮเดรตที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เราก็อย่าไปรับมาให้เสียเวลาเลยค่ะ หลายคนคงสงสัยว่าไขมันและคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ดีต่อร่างกายคืออะไรบ้าง ขอยกตัวอย่างง่ายๆ ก็เช่น ไขมันอิ่มตัว อาหารพวกฟาสต์ฟูด เฟรนช์ฟราย ไก่ทอด ทอดมัน ไส้กรอกทอด ฮ็อตดอกทอด ส่วนคาร์โบไฮเดรตที่ไม่มีประโยชน์ก็คือ ขนมเค้ก ขนมปังไม่ขัดสี น้ำหวาน น้ำอัดลม กาแฟใส่น้ำตาล ชาเย็น เป็นต้น

8. กินผักให้มากขึ้น

 

การกินผักมากๆ ดีต่อร่างกายจริงๆ ค่ะ แต่เชื่อว่าสาวๆ หลายคนก็คงจะเบื่อผักกันใช่ไหมคะ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ช่วงเทศกาลกินเจสาวๆ ก็ลองกินผักกันค่ะ เพราะจะได้ได้บุญด้วย แถมยังได้โอกาสฝึกการกินผัก แต่ขอเน้นว่าไม่เอาผักทอดนะคะ ขอเป็นผักต้มจะดีกว่า อาหารไทยๆ อย่างน้ำพริกผักต้มเนี่ยล่ะค่ะ เป็นอาหารที่ปราศจากไขมันอย่างแท้จริง ใครไม่ค่อยได้กินถือว่าพลาดแล้ว

9. กินโปรตีนให้มากขึ้นในแต่ละมื้อ

 

โปรตีนช่วยในการเสริมสร้างกล้ามเนื้ออย่างที่เรารู้กันดี แต่เมื่อบอกว่าให้กินโปรตีนเยอะ ๆ สาวๆ หลายคนอาจจะนึกว่าเราสนับสนุนให้กินชาบูหมูกระทะ ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่ โปรตีนที่เราแนะนำให้กินขอบอกว่าไม่เป็นเนื้อแดงจะดีที่สุด อะไรบ้างล่ะที่ไม่ใช่เนื้อแดง แถมไม่มีไขมันก็ได้แก่ ปลากระพงขาว อกไก่ ปลาสำลี ปลาทู โอ้โห เมนูปลาทั้งนั้นเลยนะเนี่ย แต่ใครไม่สะดวกก็เลือกเป็นอกไก่ก็ได้ค่ะ

10. กินอาหารที่ไม่มีสารเคมี

 

สาวๆ เชื่อไหมคะว่าพวกอาหารสำเร็จรูปนั้นอาจจะใส่น้ำตาลมากกว่าที่คุณคิด จริงอยู่ที่ว่าเราดูแล้วไม่มีไขมัน แต่เมื่อพิจารณาส่วนประกอบดีๆ จะพบว่ามีน้ำตาลมากมาย แถมยังมีสารกันบูด …

3 วิธีถนอม “ข้อเข่า” ไม่ให้เสื่อมก่อนวัยอันควรแนะนำเคล็ดลับในการดูแลข้อเข่า

3 วิธีถนอม “ข้อเข่า” ปัจจุบันมีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่ต้องเข้ารับการรักษา หรือผ่าตัดข้อเข่า ด้วยเหตุข้อเข่าอักเสบ และข้อเข่าเสื่อม อันเนื่องมาจากความสมบูรณ์ของข้อกระดูกลดลงไปตามอายุขัย รวมไปถึงการใช้งานข้อเข่าอย่างหนัก

3 วิธีถนอม “ข้อเข่า” ปัจจุบันมีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่ต้องเข้ารับการรักษา หรือผ่าตัดข้อเข่า ด้วยเหตุข้อเข่าอักเสบ และข้อเข่าเสื่อม อันเนื่องมาจากความสมบูรณ์ของข้อกระดูกลดลงไปตามอายุขัย รวมไปถึงการใช้งานข้อเข่าอย่างหนัก และไม่ได้รับการดูแลอย่างดีเท่าที่ควร แต่หากคุณไม่อยากเป็นคนชราที่มีอาการเจ็บเข่าตั้งแต่ยังหนุ่มๆ สาวๆ คุณหมอสก็อต มาร์ติน รองศาสตราจารย์ด้านศัลยกรรมออร์โทพีดิกส์ ที่คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แนะนำเคล็ดลับในการดูแลข้อเข่าของตัวเองให้แข็งแรง ยืดระยะเวลาในการใช้งานได้ยาวนานขึ้นมาฝากกัน

3 วิธีถนอม

1.ลดน้ำหนัก
ส่วนสำคัญที่จะรักษาสุขภาพข้อเข่าเอาไว้ได้ นั่นคือการลดภาระในการแบกรับน้ำหนักทั้งตัวของเราของข้อเข่าลงให้ได้มากที่สุด ทราบหรือไม่ว่าหากเราลดน้ำหนักลงได้ 0.45 กิโลกรัม เราจะสามารถลดแรงดันในเข่าได้มากเท่ากับน้ำหนัก 1.35 กิโลกรัมเลยทีเดียว (และยังลดแรงดันในกระดูกข้อต่อของสะโพกได้มากถึง 2.7 กิโลกรัมอีกด้วย) หากคุณเป็นโรคปวดข้อ เพียงลดน้ำหนักลงไปได้ราว 6.8 กิโลกรัม จะสามารถบรรเทาอาการปวดเข่าไปได้ครึ่งหนึ่ง นอกจากนี้หากรีบลดน้ำหนักก่อนที่จะมีอาการปวดเข่า จะสามารถลดความเสี่ยงในการเป็นโรคข้อเข่าจนต้องเข้ารับการผ่าตัดได้อีกด้วย

หากกังวลว่าข้อเข่าไม่ค่อยแข็งแรงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว สามารถออกกำลังกายเพื่อช่วยลดน้ำหนักของร่างกายด้วยวิธีที่ไม่รบกวนการทำงานของกระดูกข้อเข่ามากเกินไปได้ เช่น ว่ายน้ำ เดิน หรือขี่บนเครื่องออกกำลังกายอย่างจักรยาน เป็นต้น

2.ระมัดระวังในการใช้งานข้อเข่า
ไม่ว่าจะเป็นส่วนไหนของร่างกายก็ควรให้ความสำคัญกับการใช้งานอย่างทะนุถนอม เช่นเดียวกับข้อเข่าที่อาจสะสมการใช้งานอย่างหนักมาแรมปี จนเกิดอาการบาดเจ็บ อักเสบ หรือเสื่อมการใช้งานลงได้ นอกจากการลดการกระแทกกระทั้นโดยไม่มีการวอล์มร่างกายก่อน หรือใช้งานเข่าหนักโดยไม่จำเป็นแล้ว การยืน เดินหลังตรง ก็ช่วยลดความเสี่ยงของอาการปวดเข่าได้เช่นกัน รวมไปถึงรักษาสภาพของกระดูกคอ และสะโพกในคราวเดียวกันด้วย

นอกจากนี้ยังควรระมัดระวังในการยกของหนัก ควรยกให้ถูกท่า โดยลงไปนั่งยองๆ หลังตรง จับของไว้ แล้วยกขึ้นมาช้าๆ ด้วยแรงดันจากเท้า น่องขา และเข่า ไม่ก้มตัวลงไปยกของหนักจากพื้นหรือที่ต่ำๆ แล้วยกขึ้นมาทีเดียวเร็วๆ เพราะอาจทำให้เกิดอาการเคล็ดขัดยอกตามบริเวณต่างๆ ของร่างกายได้ หากยกของหนักๆ แล้วทำให้เกิดอาการบาดเจ็บที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ให้รีบหยุดยกทันที

3.ลดอาการปวดทันที
เมื่อมีอาการปวดเข่า อย่าปล่อยให้มีอาการปวดแบบนั้นอยู่นานๆ ควรรีบรักษาอาการปวดด้วยการหายาแก้ปวดมาทาน สามารถเลือกกลุ่มยาตระกูล NSAIDs อย่าง ไอบูโพรเฟน หรือนาโปรเซนได้ ยาสองชนิดนี้สามารถหาซื้อทานได้ตามร้านขายยาทั่วไป ควรทานตามคำแนะนำของเภสัชกรอย่างเคร่งครัด แต่หากมีประวัติแพ้ยาตระกูล NSAIDs หรือไม่แน่ใจในอาการปวดข้อของตัวเอง ควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ก่อนทานยา เพราะยาตระกูล NSAIDs อาจมีผลข้างเคียงในบางรายได้ เช่น ปวดท้อง มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร หรือ ตับ/ไตได้รับความเสียหาย เป็นต้น

หากไม่เคยมีประวัติแพ้ยาตระกูล NSAIDs สามารถทานยาภายใต้คำแนะนำของเภสัชกรได้ และควรใช้บรรเทาอาการปวดในระยะสั้นๆ เท่านั้น ไม่ควรทานยาแก้ปวดติดต่อกันเกิน 5 วัน หากอาการปวดไม่ดีขึ้นภายใน 5 วัน ควรรีบปรึกษาแพทย์

หากอาการปวดเข่าไม่ดีขึ้น อาจพิจารณาการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม สำหรับผู้ป่วยที่แพทย์ลงความเห็นว่าการใช้ข้อเข่าเทียมจะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นได้มากกว่า แต่การเดินด้วยข้อเข่าของตัวเองน่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นก่อนที่จะถึงวันที่ไม่ได้ใช้ข้อเข่าของตัวเอง เราควรรักษา และทะนุถนอมข้อเข่าของตัวเองเอาไว้ให้ได้ยาวนานที่สุดจะดีกว่า

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

5 ทริคเด็ดช่วยแก้ ผมเป็ด น่าจะรู้ตั้งแต่สมัยสาวๆ แล้วปัญหาระดับโลกของสาวผมสั้น

5 ทริคเด็ดช่วยแก้ คิดว่าสาวๆ ผมสั้น คงรู้จักปัญหานี้เป็นอย่างดี เพราะเป็นเรื่องที่กวนใจมาก กับการที่เรา จะต้องมานั่งทำให้ ปลายผมที่มัน ” กระดก ” ให้กลับมาเข้าพวกเรียงสวย อย่างเส้นอื่นๆ ยิ่งในตอนเช้าที่เร่งรีบ ยิ่งน่าหงุดหงิด เป็นปัญหาระดับโลกของสาวผมสั้นเลยทีเดียว

5 ทริคเด็ดช่วยแก้ ปลายผมที่มัน ” กระดก ” แต่ปัญหานี้จะหมดไป เพราะวันนี้มีทริคเด็ดๆ ที่จะช่วยให้ผมของสาวๆ เป็นทรงสวย ไม่ต้องนั่งเป็นกังวลอีกต่อไป บอกเลยว่าทำง่ายมาก

5 ทริคเด็ดช่วยแก้

1.ใช้ที่ม้วนผม

วิธีเบสิกตั้งแต่สมัยก่อนนู้น ก็ยังใช้ได้ผลอยู่ โดยที่ เราจะเอาที่ม้วนผมที่เป็นแบบนิ่ม หรือ แบบแข็งก็ได้ มาม้วนผมของเราไว่ก่อนนอน พอตื่นเช้าขึ้นมา ผมก็จะเป็นทรงสวย หรือใครจะทำตอนเช้าก็ได้ โดยม้วนไว้ แล้วเอาไดร์เป่าผม ให้ความร้อน ให้ผมเซ็ตตัว แต่ถ้าทำบ่อยเข้า ผมอาจแห้งเสียได้นะคะ

2.สระผมตอนเช้า

การที่เราสระผมตอนกลางคืน แล้วนอนไปทั้งๆที่ ผมของเรายังไม่แห้งดี ความชื้นจะไปทำให้ ผมของเรางอในตอนเช้าได้ ดังนั้นทางที่ดี ควรจะเปลี่ยนมาสระผมตอนเช้ากันดีกว่า เพราะเมื่อเราสระผมเสร็จ ผมของเรายังเปียกอยู่ ทำให้การจัดทรงทำได้ง่าย โดยใช้ไดร์เป่าผมช่วยจัดทรงไปด้วย จะทำให้ผมอยู่เป็นทรงทั้งวัน

3.ปล่อยให้ผมแห้งด้วยผ้าขนหนู

โดยปกติ เรามักจะใช้ผ้าขนหนูเช็ดผมให้แห้ง ด้วยการถูหรือการขยี้ผม วิธีเหล่านี้จะทำให้ผมพันกันแถมยังทำให้ผมเสียอีกด้วย ทางที่ดี พอสระเสร็จแล้ว เราควรจะห่อผมเอาไว้ก่อน จากนั้นช็ดโดยค่อยๆใช้ผ้าขนหนูบีบเส้นผมไปทีละจุด โดยพยายามอย่าให้เกิดการเสียดสีขึ้น เพราะถ้าเราพยายามรีบใช้ผ้าขนหนูถูเส้นผมให้แห้งจะยิ่งกลับกลายเป็นทำร้ายเส้นผมแทนนั่นเอง

4.มัดผมตอนนอน

เป็นวิธีที่อุปกรณ์ไม่เยอะ แถมยังทำง่ายสุดๆ เพียงแค่มีหนังยางมัดผม ทำการแบ่งผมออกเป็นสองข้าง แล้วมัดตรงปลายผม โดยงุ้มปลายเข่าไปข้างใน อาจจะทำก่อนนอนก็ได้ หรือทำตอนเช้าแล้วเอาไดร์เป่าผมเข้าช่วย ก็แล้วแต่ว่าสะดวกแบบไหน วิธีนี้ทำได้ง่ายที่สุดแถมผมยังไม่เสียอีกด้วย

5.ใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม

ถ้าผมของเรานั้น เป็ดจนเอาไม่อยู่ด้วยวิธีก่อนหน้านี้แล้วจริง ก็คงต้องพึ่งพา ผลิตภํณฑ์เหล่านี้แล้วล่ะ โดยเรามีให้คุณเลือก ทั้งแบบสเปรย์ หรืออาจจะเป็นแบบเจลจัดแต่งทรงผม แต่ก็อย่าเลือกอันที่ทำให้ผมแข็งล่ะ เพราะเราต้องการให้ผมของเราเรียงเส้นเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่จับตัวเป็นก้อน

โห!! ถ้ารู้ว่าทำง่ายขนาดนี้ คงทำไปนานแล้ว จะได้ไม่เป็นยัยเพิ้งให้เพื่อนล้อ555 สาวน้อยวัยมัธยมที่ไว้ผมสั้นตามใจครู ก็อย่าลืมเอาวิธีเหล่านี้ ไปลองทำดูนะจ้ะ เพราะไม่ว่าจะผมทรงไหน ยังไงก็หัวเรา ต้องทำให้ดูดีเข้าไว้ ทั้งนี้ทั้งนั่น ก็เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเราเอง ยังไงก็ลองเอาไปทำกันดูนะจ้ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

แนะนำ 4 วิธี ออกกำลังกาย ช่วยลดน้ำหนักได้แบบเร่งด่วน

แนะนำ 4 วิธี สำหรับสาวๆ การออกกำลังอาจดูเป็นเรื่องที่ทำให้เหนื่อยล้า แต่ใครก็รู้ว่ามันทำให้ร่างกายแข็งแรง กระชุ่มชวย และที่สำคัญยังช่วยลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

แนะนำ 4 วิธี สำหรับสาวๆ การออกกำลังอาจดูเป็นเรื่องที่ทำให้เหนื่อยล้า แต่ใครก็รู้ว่ามันทำให้ร่างกายแข็งแรง กระชุ่มชวย และที่สำคัญยังช่วยลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดีอีกด้วย หากเราออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ วันนี้เราจึงมี 4 วิธีแนะนำการออกกำลัง ที่ช่วยลดน้ำหนักแบบเร่งด่วนมานำเสนอกัน เพื่อให้คุณสาวๆ ได้ใช้เวลาอันมีค่า ได้อย่างคุ้มค่าที่สุด โดยมีวิธีใดบ้างก็ต้องไปดูกันเลย

แนะนำ 4 วิธี

1.กระโดดเชือก

เป็นการออกกำลังกายที่สาวๆหลายคน อาจมองข้ามว่าการกระโดดเชือก ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้มากมายนัก แต่เดี๋ยวก่อน ใครเลยจะรู้ว่าการกระโดดเชือกธรรมดาๆโดยใช้ความเร็วในการกระโดดแบบปานกลางนี่แหละ สามารถที่จะช่วยคุณสาวๆเผาผลาญแคลอรี่ได้ถึง 10 แคลอรี่ต่อนาทีเลยล่ะ ถ้าเราแบ่งเวลามากระโดดเชือกกันเพียง 20 นาที ต่อวัน เราก็จะเบรินไปได้ถึง 200 แคลในเวลาเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เจ๋งไปเลย

2.การขึ้น-ลงบันได

อย่ามองข้ามการขึ้น-ลงบันได ออฟฟิศ หากสาวๆท่านใด ไม่อยากเสียเงิน เสียเวลาในการเข้าฟิตเนส การขึ้น-ลงบันไดบ้านหรือที่ทำงาน เพราะมันเป็นช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้เป็นอย่างดี โดยสำหรับคุณสาวๆท่านใดที่มีน้ำหนัก 160 ปอนด์ หากใช้เวลาเพียง 10 นาทีในการขึ้นลงบันได ก็สามารถเบรินได้มากกว่า 100 แคลอรี่เลยทีเดียวค่ะ

3.การวิ่ง

เป็นอีกหนึ่งการออกกำลังกายที่แสนง่าย และสะดวกมาก เพราะเราไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ ขอแค่ความมีวินัย และอดทน เพราะเราจะสามารถเผาผลาญพลังงานไปได้ถึง 600 – 700 แคลอรี่ต่อชั่วโมง เพียงการวิ่งแค่ 10 นาที ดังนั้นแล้วหากใครยังไม่เริ่มออกกำลังกายลดน้ำหนัก เพราะไม่มีอุปกรณ์ใดๆ การวิ่งน่าจะเป็นอีกทางเลือกที่ดีสำหรับคุณค่ะ

4.Burpees

ชื่ออาจจะดูไม่คุ้นตาคุ้นสาวๆเท่าไหร่ แต่มั่นใจว่าน่าจะมีหลายๆท่านได้เคย เห็นท่าการออกกำลังกายแบบนี้มาบ้างแล้ว คือการย่อตัวลง ต่อมาทำท่าเตรียมวิดพื้น วิดพื้นเสร็จก็ไปยังท่าเตรียมอีกครั้ง และกระโดดเป็นอันจบท่า 1 ครั้งค่ะ การออกกำลังท่านี้ช่วยให้ร่างกายทุกส่วนได้ทำงาน รวมทั้ง ปวด และหัวใจด้วยนะคะ

หากเรามีวินัยออกกำลังกายด้วยท่าที่ช่วยลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็วตามที่แนะนำมานี้ ควบคู่กับการคุมอาหารแล้วล่ะก็ เชื่อว่าสาวๆต้องได้หุ่นสวยดังใจ ในเวลาอันรวดเร็วแน่นอนค่ะ สำคัญคือควรทำอย่างต่อเนื่อง ไม่หักโหมจนเกินไป เท่านี้หุ่นปังแบบสาวสุขภาพดี ก็ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้วค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

เช็คด่วน ! สัญญาณ ความแก่.. แค่รู้ทันก็รับมือได้ลองนำไปเช็คกันดู

เช็คด่วน ! สัญญาณ ความแก่หรือการแก่ก่อนวัยนั้น สาวๆ เราสามารถสังเกตได้อย่างง่ายๆ โดยสัญญาณเหล่านี้ เรานำมาฝากกันแล้ว ลองนำไปเช็คกันดู ว่าผิวของคุณมีสภาพสัญญาณแบบนี้หรือไม่ หากใช่หรือเริ่มมีแล้ว ก็ควรใส่ใจดูแลบำรุงผิวเป็นอย่างดี

เช็คด่วน ! สัญญาณ ความแก่หรือการแก่ก่อนวัยนั้น สาวๆ เราสามารถสังเกตได้อย่างง่ายๆ โดยสัญญาณเหล่านี้ เรานำมาฝากกันแล้ว ลองนำไปเช็คกันดู ว่าผิวของคุณมีสภาพสัญญาณแบบนี้หรือไม่ หากใช่หรือเริ่มมีแล้ว ก็ควรใส่ใจดูแลบำรุงผิวเป็นอย่างดี ก่อนที่ความแก่จะมาพรากความงามสดใสไปจากคุณอย่างน่าเสียดาย

เช็คด่วน

ผิวแห้งและหมองคล้ำขึ้น

สภาพผิวหน้าจากที่เคยเนียนนุ่มชุ่มชื้น ไม่เคยสัมผัสได้ถึงความแห้งกร้าน แต่จากนี้เมื่อพบว่าผิวแห้งกร้านแถมเท่านั้นยังไม่พอ ยังพบว่าผิวหน้าหมองคล้ำขึ้นอีกด้วย นี่ก็เป็นสัญญาณของความร่วงโรยของผิวที่บ่งบอกว่าเราแก่ขึ้นแล้วนะคะสาวๆ แนะนำให้หมั่นสครับผิวหน้าเพื่อกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วให้หลุดออกทุกสัปดาห์ ครีมบำรุงผิวจะได้ซึมซาบลงไปบำรุงเต็มที่ บำรุงผิวก็จะกระจ่างใสขึ้น

ริ้วรอยปรากฎขึ้นชัดเจน

การมีริ้วรอย ถือเป็นสัญญานความแก่ที่มิอาจปฏิเสธได้ แต่หากสาวๆ พบว่ามีริ้วรอยแม้ว่าอายุยังไม่มากก็แปลว่าคุณมีริ้วรอยก่อนวัยอันควรนั่นเอง และริ้วรอยไม่ใช่แค่จะปรากฎบนใบหน้า ตามตีนกาหรือมุมปากแต่เพียงเท่านั้น ในส่วนของผิวลำคอ แขนพับ และมือที่เหี่ยวย่น หยาบกร้านก็แสดงสัญญานความแก่ได้ด้วยเช่นกัน เหล่านี้นอกจากอายุที่มากขึ้นแล้ว แสงแดดก็เป็นตัวการทำลายเซลล์ผิว ทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้น มีความแห้งกร้าน หมองคล้ำ เพราะคอลลาเจนใต้ผิวเสื่อมสภาพลง อีกทั้งพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่ก็มีส่วนทำให้ผิวแก่ก่อนวัยได้เร็วเช่นกัน

ฝ้า กระขึ้นหน้ามากขึ้น

การเผชิญกับแสงแดดมาอย่างยาวนาน โดยที่คุณไม่ได้ให้การปกป้องผิวจากรังสี UV เป็นอย่างดี ก็ย่อมทำให้เกิดฝ้าและกระขึ้นได้ง่ายดาย และสัญญาณนี้ก็เป็นสัญญาณผิวเสียแถมยังพ่วงมาพร้อมภาวะแก่ก่อนวัยอีกด้วย โดยเป็นกระบวนการของผิวที่มีความผิดปกติด้านเม็ดสีเกิดขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น ฝ้าและกระก็ยังสามารถเกิดขึ้นได้จากกรรมพันธุ์ ความเครียดและการได้รับวิตามินอย่างบกพร่องด้วยนั่นเอง

รูปหน้าเกิดการเปลี่ยนแปลง

เมื่ออายุมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างรูปหน้าก็เริ่มเปลี่ยนตาม เช่น กรามที่มีการขยายออกทำให้รูปหน้าดูกว้าง หรือกระดูกขากรรไกรเกิดการหดตัว เบ้าตาที่ลึกขึ้นกว่าเดิม และการสูญเสียความยืดหยุ่นของผิวไปตามธรรมชาติ จนทำให้ผิวมีริ้วรอยเหี่ยวย่นง่ายขึ้น หากสาวๆ อายุมากแล้วก็จะพบว่าช่วงแก้มจะเริ่มห้อยย้อยลงมาหรือเกิดความหย่อนคล้อยตามบริเวณดังกล่าว จึงทำให้รูปหน้าดูเปลี่ยนไปนั่นเองค่ะ

เช็คแล้ว.. หากพบว่าผิวมีสัญญาณความแก่ดังกล่าวก็ควรรีบใส่ใจปรนนิบัติผิวตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ ด้วยการสคริบผิวให้สดใส ทาครีมบำรุงผิวที่มีมอยส์เจอไรเซอร์ ทาครีมกันแดดทุกวัน กินอาหารที่มีประโยชน์ และนอนพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด พร้อมกับออกกำลังกายอยู่เสมอเพื่อเสริมความกระชับให้ผิว เท่านี้ก็ถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้สาวๆ แก่ช้าลงแล้วค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

รวม9อาการคนท้อง ที่บอกให้รู้ว่านี่แหละตั้งครรภ์เพราะอาการไม่เหมือนกันทุนคน

รวม9อาการคนท้อง นี่สาวๆ สัญญาณการตั้งครรภ์ไม่ได้มีแค่คลื่นไส้อาเจียนเท่านั้นนะ เพราะ “อาการคนท้อง” ในระยะแรกๆอาจจะไม่เหมือนกันทุนคน บางคนแพ้มาก หรือ ว่าที่คุณแม่บางคนตั้งครรภ์โดยไม่มีอาการแพ้ท้องเลยสักนิด ส่วนอีกหลายคนก็มีอาการแปลกๆ ที่ชวนให้เข้าใจผิดว่าเป็นอาการเจ็บป่วยแทนเสียนี่แต่ก็จะมีอาการอื่นๆให้สังเกตุได้บ้าง

รวม9อาการคนท้อง ซึ่งเราจะรวมเอาอาการคนท้องในลักษณะต่างๆที่คนท้องจะมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้น ให้ว่าที่คุณแม่ได้ลองสังเกตุกันว่า อาการของคุณตอนนี้ บ่งบอกว่าคุณมีการตั้งครรภ์แล้วหรือยัง ? ว่าที่คุณแม่หมาดๆ จะมีอาการอะไรบ้าง ลองไปดูกันหน่อยดีกว่า

รวม9อาการคนท้อง

9 อาการคนท้อง ที่บอกให้รู้ว่า นี่แหละ “ตั้งครรภ์”

1. ประจำเดือนขาด
ประจำเดือนขาด ถ้าประจำเดือนที่เคยมาเป็นปกติขาดหายไป รอแล้วรอเล่าไม่มาสักที แสดงว่าคุณอาจจะกำลังมีการตั้งครรภ์ เพราะหลังจากการปฏิสนธิแล้ว ประจำเดือนจะขาดหายไป แนะนำให้ไปซื้อเครื่องตรวจการตั้งครรภ์มาตรวจเถอะ

2. คลื่นไส้ – อาเจียน
เป็นอาการที่พบบ่อยมากจนเป็นสัญลักษณ์ของการตั้งครรภ์ก็ว่าได้ อาการคลื่นไส้อาเจียนมักเกิดขึ้นหลังจากที่ตัวอ่อนปฏิสนธิได้ 1 เดือน และลดลงเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่สอง แต่นี่ไม่ใช่สูตรสำเร็จ คุณแม่บางคนอาจมีอาการแพ้ท้องเร็วกว่ากำหนด ขณะที่บางคนโชคดีไม่มีอาการแพ้ท้องเลย หรือไม่ก็โชคร้ายหน่อย แพ้ท้องไปจนถึงเดือนสุดท้ายก่อนคลอดโน่นเลย

3. เหม็นนั่นเหม็นนี่
ผล จากฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เพิ่มขึ้น สาวๆที่กำลังมีการตั้งครรภ์ อาจทำให้แม่ท้องกลายเป็นคนจมูกไว ได้กลิ่นอะไรก็พานเหม็นจนอยากอาเจียนไปเสียหมด ตอนนี้แหละต่อให้เป็นเนื้อผัดน้ำมันหอยของโปรด ขนุนที่ต้องตุนไว้ในตู้เย็น หรือน้ำหอมที่เคยชอบ ก็อาจไม่น่าพิสมัยอีกต่อไป

4. หน้าอกบวมและเจ็บ
หน้า อกของว่าที่คุณแม่ไตรมาสแรกอาจบวมเพราะมีเลือดไปเลี้ยงบริเวณนั้นมากขึ้นจน รู้สึกเจ็บแปลบ รวมถึงรู้สึกว่าหน้าอกไวต่อสัมผัสคล้ายกับอาการช่วงก่อนมีประจำเดือน

5. เหนื่อยล้า
รู้สึกเหนื่อยมากๆ ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรเลยหรือเปล่า รู้สึกง่วงเหงาหาวนอนตลอดทั้งวันใช่ไหม นี่อาจจะเป็นผล
จากระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วก็ได้นะ แต่ไม่ต้องห่วงหรอก พอเข้าช่วงไตรมาสสอง พลังของคุณก็จะคืนกลับมา

6. เลือดออกทางช่องคลอด
ช่วง ที่ตัวอ่อนฝังตัวในมดลูก ว่าที่คุณแม่บางท่านอาจมีเลือดไหลออกมาทางช่องคลอด อาการนี้มักเกิดขึ้นในหลังจากตัวอ่อนปฏิสนธิได้11-12 วัน (เวลาเดียวกับที่คุณเริ่มสังเกตว่าประจำเดือนขาด) เลือดที่ไหลออกมามักเป็นเลือดจางสีแดงหรือชมพู และจะหยุดไหลภายใน 1-2 วัน อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณแม่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์แล้ว และพบว่ามีเลือดไหลออกมาทางช่องคลอดร่วมกับอาการปวดท้อง ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะท้องนอกมดลูกได้

7. ท้องป่อง
ยังๆ อย่าเพิ่งตกใจ คุณยังไม่เป็นแม่ท้องกลมตั้งแต่ไตรมาสแรกหรอก หน้าท้องที่แบนราบแค่ป่องออกมาหน่อยๆ รู้สึกเอวกางเกงตัวเก่งคับขึ้นมานิดๆ เพราะมีก๊าซในกระเพาะมากขึ้นเท่านั้นเอง

8. ปัสสาวะบ่อย
อาการ ปวดปัสสาวะบ่อยเป็นเรื่องปกติของคุณแม่ที่เริ่มตั้งครรภ์ เพราะร่างกายจะผลิตเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ มากขึ้น ทำให้ไตขับของเสียในรูปของของเหลวมากขึ้นตามไปด้วย

ถ้าประจำเดือนของ คุณมาไม่ปกติอยู่แล้ว หรือลืมสังเกตว่า มีประจำเดือนครั้งสุดท้ายเมื่อไร อาการทั้งหมดที่กล่าวมาจะเป็นตัวช่วยบงชี้ว่า คุณอาจกำลังตั้งครรภ์ ลองไปซื้อเครื่องมือตรวจการตั้งครรภ์มาตรวจดูก่อน ถ้าผลออกมาเป็นบวก อย่าเพิ่งรีบป่าวประกาศนะ โทรนัดคุณหมอสูติฯ ไปตรวจให้แน่ใจอีกที

9. มีอาการท้องผูก
สาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเมื่อมีการตั้งครรภ์ ทำให้การบีบตัวของลำไส้ลดลง มดลูกอาจไปทับลำไส้ใหญ่ การแก้ไขเรื่องท้องผูกในอาการคนท้องลักษณะนี้คือพยายามทานอาหารที่มีกากใยเยอะๆ ดื่มน้ำมากๆ และออกกำลังเบาๆให้พอเหมาะ จะช่วยแก้ไขอาการท้อผูกได้

ควรดูแลตัวเองอย่างเมื่อรู่ว่ามีการตั้งครรภ์ ?
ในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ ว่าที่คุณแม่ควรจะดูแลตัวเองให้มากขึ้น รวมทั้งสร้างความรู้สึกที่ดีให้กับตัวเอง และที่สำคัญควรพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะในช่วงการตั้งครรภ์นั้นร่างกายจะอ่อนเพลียง่าย และควรลดกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงานเยอะ นอกจากนั้นควรจะทำการฝากครรภ์และไปพบคุณหมอให้ตรงตามนัดเพื่อสุขภาพครรภ์ที่แข็งแรง

ที่สำคัญยังควรดูแลเรื่องอาหารการกินให้มากขึ้น คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ควรจะอด หรือควบคุมอาหารในช่วงนี้ และควรจะทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ ควรเสริมอาหารจำพวกโปรตีน ธาตุเหล็ก และแคลเซียมรวมทั้งกรดโฟลิกให้เพียงพอ ส่วนอาหารที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงก็คือ อาหารหรือเครื่องดื่มที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายและยังส่งผลเสียต่อการตั้งครรภ์ อย่างเช่นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือทานของหวานมากเกินไป และที่สำคัญไม่ควรสูบบุหรี่เป็นอย่างยิ่งค่ะ

ทานอะไรดีเมื่อมีการตั้งครรภ์ ?
เมื่อเริ่มตั้งครรภ์แล้ว ว่าที่คุณแม่ควรปรับเปลี่ยนวิธีการกินเพื่อสุขภาพที่ดีของร่างกายและทารกที่กำลังเจริญเติบโตในครรภ์ โดยเฉพาะ 1 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ควรจะรับประทานอาหารดังต่อไปนี้ให้มาก ๆ เลยล่ะค่ะ

– สารอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ในช่วงที่ตัวอ่อนกำลังฝังตัวในเยื่อบุผนังมดลูก คุณแม่ควรได้รับสารอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น เนื้อสัตว์ ตับ ไข่ ธัญพืช ฯลฯ เพื่อสร้างฮีโมโกลบินที่จะช่วยนำพาออกซิเจนไปสู่ตัวอ่อน

– กรดโฟลิกและวิตามินรวม เพื่อช่วยให้เซลล์เม็ดเลือดแดงและเซลล์ของตัวอ่อนแข็งแรง คุณแม่จึงควรได้รับกรดโฟลิก และวิตามินรวมให้ได้วันละ 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน ตั้งแต่ช่วงก่อนตั้งครรภ์ จนถึงปลายสัปดาห์ที่ 12

– กินอาหารที่มีโปรตีนสูง เพราะกรดอะมิโนที่มีอยู่ในโปรตีนจะช่วยให้ลูกมีเสบียงเพียงพอในการสร้างอวัยวะต่าง ๆ

– ทานให้บ่อยขึ้น โดยเพิ่มอาหารว่างขึ้นอีก 2 – 3 มื้อ นอกเหนือจากการรับประทานอาหารมื้อหลัก 3 มื้อ

– รับประทานอาหารประเภทผัก และธัญพืช หรือถั่วชนิดต่าง ๆ ให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มปริมาณในไฟเบอร์ให้กับร่างกาย…

ปากไม่แดงก็ปังได้ ! รวมลุค “ลิปสติกโทนน้ำตาล” สวยแซ่บได้ในสีเดียว

ปากไม่แดงก็ปังได้ ! หลายคนอาจจะคิดว่ามีเพียงลิปสีแดงสีเดียวเท่านั้น ที่จะทำให้เราดูแพง ดูปังได้ ต้องบอกสาวๆ ไว้เลยว่ายุคนี้ได้เปลี่ยนไปแล้วค่ะ เพราะไม่ใช่แค่สีแดงเท่านั้น

ปากไม่แดงก็ปังได้ ! หลายคนอาจจะคิดว่ามีเพียงลิปสีแดงสีเดียวเท่านั้น ที่จะทำให้เราดูแพง ดูปังได้ ต้องบอกสาวๆ ไว้เลยว่ายุคนี้ได้เปลี่ยนไปแล้วค่ะ เพราะไม่ใช่แค่สีแดงเท่านั้น

ยังมีอีกหลากสีที่สามารถเปลี่ยนให้หน้าของเราดูพุ่งได้ ออกงานได้ วันนี้เราจะมาแนะนำ โทนสีน้ำตาล ให้สาวๆ ได้ดูกันค่ะ

ปากไม่แดงก็ปังได้

การแต่งหน้าที่ควรทำ คือการเลือกสีให้เข้ากับผิวของเรา เราถึงจะดูสวย ยิ่งถ้าเราใช้ลิปโทนน้ำตาลแล้ว ก็จะยิ่งเสริมให้หน้าของเราดูสวย ละมุนขึ้น ไม่จัดจนเกินไป ทำงานได้ ไปออกงานก็ได้

ซึ่งวันนี้เราก็ได้รวมลุคแต่งหน้าของลิปโทนน้ำตาลมาฝากกัน เผื่อสาวๆ คนไหนกำลังสงสัยว่าปากสีน้ำตาลแต่งหน้ายังไงดี ไม่รอช้า ไปดูแต่ละลุคกันเลยจ้า

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

หน้าสว่างออร่า จับขั้นสุดด้วยสีผม Light Brown ไม่ทำไม่ได้แล้ว

หน้าสว่างออร่า  หน้าวิ้งค์ สว่างออร่าจับได้ง่ายๆ แค่เปลี่ยนสีผม! กับโทนสี Light Brown

หน้าสว่างออร่า หน้าวิ้งค์ สว่างออร่าจับได้ง่ายๆ แค่เปลี่ยนสีผม! กับโทนสี Light Brown หรือสีน้ำตาลสว่างนั่นเองค่าาา เป็นโทนสีที่ยังคงความธรรมชาติอยู่แต่เปลี่ยนลุคให้ดูสวยขึ้นได้เลยนะ

Image

วันนี้เลดี้ได้รวบรวมมาฝากทั้งน้ำตาลสว่างประกายทอง ประกายส้ม ประกายเทา ที่เห็นแล้วต้องรีบเอามาแชร์ด่วนๆ เพราะสวยจริงอะไรจริง ไปค่ะ ไปดูกันเลยดีกว่า ว่าแต่ละโทนสวยขนาดไหน ไปกัน!

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com